fbpx

การวัดผลตอบแทนและความเสี่ยงด้วย Sharpe Ratio

     นักลงทุนหลายท่านมักจะพยายามมองหาระบบเทรดหรือกลยุทธ์การลงทุนที่สามารถทำกำไรได้สูง ซึ่งแท้จริงแล้วไม่ได้เป็นสิ่งที่ผิดปกติแต่อย่างใด เนื่องจากการเข้ามาในตลาดทุกคนย่อมมีความต้องการแสวงหาผลกำไรอยู่แล้ว แต่สิ่งที่ไม่ถูกต้องนั้นก็คือ นักลงทุนส่วนใหญ่ไม่ค่อยให้ความสนใจกับตัวชี้วัดที่สำคัญอื่นๆที่มีความจำเป็นต่อเสถียรภาพของการลงทุนเท่าใดนัก

     การพิจารณาเพียงแค่ผลกำไรแต่เพียงอย่างเดียวนั้นไม่สามารถอธิบายครอบคลุมคุณลักษณะของระบบเทรดได้เพียงพอ ฉะนั้นเราจึงไม่สามารถที่จะตัดสินหรือเปรียบเทียบระบบได้เพียงแค่เทียบกำไร สิ่งที่นำมาพิจาณาร่วมกับกำไรนั่งคือความเสี่ยง แล้วเราจะวัดความเสี่ยงกับผลกำไรได้อย่างไร

     คำตอบนั้นก็คือเราจะใช้ Risk-Adjusted Return ซึ่งเป็นผลตอบแทนที่ปรับด้วยความเสี่ยง จริงๆแล้ว Risk-Adjusted Returns นั้นมีอยู่หลายประเภท โดยทั่วไปแล้วจะแสดงด้วยตัวเลขสามารถเปรียบเทียบกันระหว่างกลุ่มตัวอย่างได้ โดยในบทความนี้จะพาไปทำความรู้จักกับ “Sharpe Ratio” ซึ่งจะใช้ตัวชี้วัดในการปรับค่าความเสี่ยงคือ Standard Deviation (SD) หรือส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานนั่นเอง

     เรามาลองทำความรู้จัก Standard Deviation : SD และความสัมพันธ์กับค่าเฉลี่ยกันก่อน   ถ้าระบบมีค่าเฉลี่ยของผลกำไร 10% ไม่ได้แปลว่าผลกำไรจะต้องได้เท่ากับ 10% แน่นอน แต่ค่าจริงที่อาจเกิดขึ้นจะเกิดกระจายรอบๆค่ากลางหรือค่าเฉลี่ย ซึ่งความกว้างของการกระจายจะขึ้นกับค่า Standard Deviation  เมื่อ Standard Deviation มากขึ้น จะมีการกระจายของข้อมูลมากขึ้นทำให้มีโอกาสมีค่าที่แตกต่างจากค่ากลางหรือค่าเฉลี่ยมากขึ้น

     ขอยกตัวอย่างการใช้ค่า Sharpe Ratio ดังนี้ ถ้าสมมุติระบบมีระบบ2ระบบ   ระบบ A มีผลกำไร 12และระบบเทรด B มีผลกำไร 10% เนื่องจากกำไรของระบบควรหักผลตอบแทนที่ปราศจากความเสี่ยง(risk-free rate)ซะก่อน ดังนั้นจะได้กำไรจริงๆของระบบโดยให้ risk-free rate เท่ากับ 2.5%

      ถ้าพิจารณาเพียงแค่กำไร อาจสรุปได้ว่าเราสามารถลงทุนในระบบ A เนื่องจากทำกำไรได้มากกว่าระบบ B แต่ถ้าเรามีข้อมูลเพิ่มขึ้นว่า ระบบ A มีค่า SD = 8% และระบบ B มีค่า SD = 2% เราก็จะสามารถนำข้อมูลเหล่านี้ไปคำนวณหาค่า Sharpe Ratio จากสูตร

สามารถสรุปค่าทางสถิติต่างๆได้ดังตาราง

     จะเห็นว่าระบบ A มีค่า Sharpe Ratio = 1.19 และระบบ B มีค่า Sharpe Ratio = 3.75 ดังนั้นถ้าเราใช้ค่า Sharpe Ratio เป็นตัวตัดสินใจในการเลือกระบบเพื่อการลงทุน เราจะเลือกระบบ B เพราะมีค่า Sharpe Ratio ที่สูงกว่าระบบ A นั่นเอง

อ่านบทความอื่นๆ

Kong Mr.Robot

Pin It on Pinterest