นักพัฒนาระบบหลายท่านที่สนใจเข้ามาทำระบบเทรดอาจคิดว่าเป็นงานที่ง่ายคิดครั้งเดียวจบ ถ้าระบบที่ใช้มีประสิทธิภาพก็แค่ปล่อยให้ทำงานอัตโนมัติไม่ต้องมาดูแลอะไรมากมาย แต่ในความเป็นจริงส่วนมากการทำระบบจะเทรนโมเดลบนข้อมูลในอดีต ดังนั้นการใช้งานในสภาวะตลาดจริงย่อมไม่เหมือนกับข้อมูลในอดีต ผู้พัฒนาไม่อาจหวังให้ระบบมีประสิทธิภาพเหมือนตอนที่ Back test   นอกจากนี้เมื่อใช้งานในสภาวะตลาดจริงแล้วผลการเทรดเกิดเปลี่ยนแปลงไปจากปกติ สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ฉะนั้นการหยุดระบบเป็นอีกตัวเลือกหนึ่งที่ผู้พัฒนาต้องตัดสินใจเพื่อปรับปรุงระบบเดิมหรือเลิกการใช้ระบบดังกล่าว แล้วเมื่อใดที่จะหยุดระบบเป็นคำถามที่เราจะมาตอบในบทความนี้ 

     สิ่งหนึ่งที่ผู้ใช้งานระบบหลีกเลี่ยงไม่ได้ นั่นคือการที่ระบบเจอ Maximum drawdown ซึ่งเกิดจากหลายสาเหตุด้วยกัน อาจเกิดจากตลาดที่มีพฤติกรรมเปลี่ยนไปจากเดิมหรือตัวโมเดลที่ fit กับข้อมูลในอดีต ทำให้เมื่อใช้ระบบกับตลาดจริงไม่ได้ผลตาม Back test  นอกจากนี้ยังเกิดจากการไม่เผื่อ slippage ในขั้นตอนการ Back test   ทำให้ค่า Maximum drawdown ที่ได้จากการ Back test ผิดเพี้ยน แต่ในบทความนี้เราพูดถึงกรณี Maximum drawdown ที่เกิดจากระบบเทรดมีผลการดำเนินงานที่ผิดปกติ

     เรารู้จักกับ Maximum drawdown กันไปแล้วในบทความก่อนหน้านี้ เราสามารถใช้ Maximum drawdown ที่เป็นตัวเงินนี้ไปช่วยในการคำนวณหาจุดที่เราจะเลิกใช้ระบบเทรดเนื่องจากระบบเทรดมีผลการดำเนินงานที่ผิดปกติ  และใช้ในการคำนวณเงินลงทุนตั้งต้นที่เหมาะสมสำหรับระบบเทรดนั้นๆ

    จุดที่เราจะเลิกใช้ระบบนั้นเรียกว่า Strategy stop ซึ่งสามารถหาได้จาก Maximum drawdown ที่เป็นตัวเงินคูณกับ ค่าความปลอดภัย ( Safety factor ) ซึ่งค่านี้โดยส่วนมากเราจะใช้กันที่ 1.5-2 นะครับ ขึ้นกับความสามารถในการรับความเสี่ยงของแต่ละคน  ยกตัวอย่างเช่น ระบบเทรดของเราจากข้อมูล Back test มี Maximum drawdown อยู่ที่ 20,000 บาท ต่อการเทรด 1 สัญญา แล้วใช้ Safety factor 1.5 ดังนั้นเราจะได้

จากตัวอย่างเราจะได้ 30000 บาท ซึ่งเป็นจุดที่เราจะหยุดการใช้ระบบนี้

อ่านบทความ : การวัดผลตอบแทนและความเสี่ยงด้วย Return / Max.Drawdown

     ส่วนเงินลงทุนตั้งต้นที่เหมาะสมนั้นก็คือเงินที่เพียงพอในการลงทุนก่อนที่จะถึงจุดที่เราจะเลิกใช้ระบบ ซึ่งคำนวณจาก Required capital   ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเราเทรดด้วยระบบข้างต้นใน set50futures ซึ่งต้องใช้ Initial Margin ประมาณ 10,000 บาท  เราก็จะต้องมีเงินสำหรับการลงทุนในระบบดังกล่าวเท่าไร สามารถคำนวณได้ดังนี้

ฉะนั้นต้องเตรียมเงินสำหรับลงทุนในระบบดังกล่าว 40,000 บาท

     จากตัวตัวอย่างที่ให้ไปเป็นการคำนวณง่ายๆ ไม่ซับซ้อน  จะเห็นได้ว่าค่า Maximum drawdown เป็นค่าหนึ่งที่สำคัญ มาก สามารถใช้เป็นตัวกำหนดการหยุดระบบรวมถึงการคำนวณการวางเงิน แต่สิ่งสำคัญที่ไม่แพ้กันคงเป็นวิธีการที่ได้ค่าดังกล่าวมามาจากการ Back test และการกำหนด Safety factor ถ้าการ Back test มีความ Robustness ก็ทำให้  Maximum drawdown มีค่าสูง ทำให้ต้องเผื่อเงินไว้มากขึ้น กลับกันถ้า Maximum drawdown มีค่าน้อยแล้ว ทำให้เผื่อเงินน้อยโอกาสที่ถึงจุด Strategy stop ก็มีมากเช่นกัน ฉะนั้นการกำหนด Parameter ในขั้นตอนการ  Back test ควรเหมาะสมและใกล้เคียงกับความเป็นจริง

เปิดบัญชี TFEX กับ CAF วันนี้

พร้อมรับสิทธิที่พิเศษทันที !!