fbpx

จุดเริ่มต้นของสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯกับจีนในเวลานี้ปฏิเสธเกิดขึ้นจาก ผู้ชายที่ชื่อ “โดนัลด์ ทรัมป์”  หลังจากชนะคะแนนนางฮิลลาร์ คลินตัน อย่างน่าประหลาดใจ และสุดท้ายทรัมป์ก็ได้เป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯคนที่ 45 ซึ่งชูนโยบาย “America First” และทรัมป์กำลังจะแก้ปัญหาการขาดทุนของสหรัฐฯ โดยในปี 2016 ทรัมป์เริ่มเข้ารับตำแหน่งและเจอว่าคู่ค้าที่มีมูลค่าสูงสุด 15  ราย มีคู่ค้าถึง 12 รายที่เกินดุลการค้ากับสหรัฐฯจึงเป็นสาเหตุที่ทำให้สหรัฐฯขาดดุลการค้ามาโดยตลอด เราได้จัดทำตารางคู่ค้าสหรัฐฯที่มีมูลค่าสูงสุด 15  ราย

จากการที่ทรัมป์ได้เห็นคู่ค้าถึง 12 รายที่เกินดุลการค้ากับสหรัฐฯ ทำให้เริ่มเปิดสงครามการค้ากับนานาประเทศอย่าง จีน , ญี่ปุ่น , แคนาดา , เม็กซิโก , EU , อินเดีย และสามารถจบการเจรจาการค้ากับแคนาดาและเม็กซิโก โดยการยกเลิก NAFTA และเริ่มข้อตกลงครั้งใหม่ภายใต้ข้อตกลงที่ชื่อว่า “USMCA” ซึ่งข้อตกลงดังกล่าวทำให้ส่งผลดีต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ เพราะจะเพิ่มการจ้างงานในสหรัฐ 176,000 ตำแหน่ง หรือ 0.12% โดยคณะกรรมาธิการการค้าระหว่างประเทศของสหรัฐ (USITC) ได้เปิดเผยรายงาน ซึ่งบ่งชี้ว่า หากมีการบังคับใช้ข้อตกลงการค้าที่ทำไว้เมื่อปลายปีที่แล้วระหว่างสหรัฐ เม็กซิโก และ แคนาดา จะเกิดประโยชน์ต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯใน 3 ด้าน

  1. จะทำให้ GDP สหรัฐฯเพิ่มขึ้นอีก 6.82 หมื่นล้านดอลลาร์ หรือเพิ่มขึ้น 0.35%
  2. การจ้างงานในสหรัฐฯเพิ่มขึ้น 176,000 ตำแหน่ง หรือ 0.12%
  3. การส่งออกของสหรัฐฯไปยังแคนาดาเพิ่มขึ้น 1.91 หมื่นล้านดอลลาร์หรือ 5.9% และการส่งออกสินค้าและบริการของสหรัฐฯไปยังเม็กซิโก จะเพิ่มขึ้น 1.42 หมื่นล้านดอลลาร์ หรือ 6.7% เมื่อเทียบกับระดับในปัจจุบัน

อัพเดทการเปิดสงครามการค้าของสหรัฐฯกับคู่ค้า

1.สงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯกับจีนที่เกิดขึ้นมานานมากกว่า 1 ปีครึ่งตอนนี้อยู่ในขั้นการเจรจาโดยมีเงื่อนไขในการเจรจาของสหรัฐฯ  3 ข้อ เพื่อแลกกับการไม่ขึ้นภาษีสินค้าจีน

-จีนต้องรักษาเสถียรภาพของค่าเงินหยวน

-จีนจะต้องยุติการขโมยทรัพย์สินทางปัญญาและการโจมตีทางไซเบอร์

-จีนต้องปรับลดหรือยกเลิกภาษีนำเข้ารถยนต์, สินค้าโภคภัณฑ์ อุปกรณ์อุตสาหกรรม และการเกษตรที่มาจากสหรัฐฯ

และทรัมป์ได้ประกาศขึ้นอัตราภาษีใหม่ 25% นี้จะถูกใช้กับสินค้าที่นำเข้าจากจีนกว่า 5,700 ประเภท นับเป็นมูลค่า 200,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 6.3 ล้านล้านบาท)

ขณะที่สงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯกับ EU ซึ่งตอนนี้กำลังอยู่ในช่วงเปิดศึกเนื่องจาก

สหรัฐฯมีความพยายามขึ้นภาษีสินค้า EU ซึ่งมีมูลค่า 1.1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หลังจากสหรัฐฯเห็นดุลการค้าระหว่างสหรัฐฯกับ EU ซึ่งสหรัฐฯขาดดุลถึง 1.57 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ นับเป็นมูลค่ารองลงมาจากจีนที่สหรัฐฯขาดดุลถึง 3.78 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

ส่วนทาง EU แสดงท่าทีว่าจะไม่ยอม เพราะคณะกรรมาธิการยุโรป (EC) ซึ่งเป็นองค์กรบริหารของสหภาพยุโรป (EU) เปิดเผยรายการสินค้าของสหรัฐวงเงิน 2 หมื่นล้านดอลลาร์ที่จะถูกเรียกเก็บภาษี หากสหรัฐเดินหน้าเรียกเก็บภาษีต่อสินค้านำเข้าจากยุโรป

และสุดท้ายสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯกับญี่ปุ่น อยู่ระหว่างการเจรจา

สหรัฐฯ-ญี่ปุ่นเปิดการเจรจาการค้า โดยนายโรเบิร์ต ไลท์ไฮเซอร์ ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (ยูเอสทีอาร์) และนายโทชิมิตสุ โมเตกิ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐกิจญี่ปุ่น ในวันที่ 15 – 16 เม.ย. ซึ่งการเจรจาดังกล่าวเน้นเรื่องการขึ้นภาษี

การเจรจาครั้งต่อไปจะเกิดขึ้นในวันที่ 26 พ.ค. – 28 พ.ค. ที่ทรัมป์มีแผนการเดินทางเยือนญี่ปุ่น

แล้วผลกระทบมาตรการกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯจะส่งผลอย่างไรต่อเศรษฐกิจโลก

เรามองว่าจะทำให้ราคาสินค้าและบริการของสหรัฐฯเพิ่มสูงขึ้น ท่านไม่ได้อ่านผิดครับ ท่านลองคิดดูว่าผู้ผลิตของสหรัฐฯจะนำวัตถุดิบที่ราคาถูกที่สุดได้จากไหน ถ้าไม่ใช่วัตถุดิบจากจีน และหากสหรัฐฯขึ้นภาษีสินค้าจีน จะทำให้ต้นทุนสินค้าของสหรัฐฯเพิ่มสูงขึ้นไปด้วยนั่นเอง ซึ่งราคาสินค้าที่เพิ่มจะส่งผลกระทบไปในภาคการผลิตอย่างมาก เนื่องจากราคาสินค้าเพิ่มขึ้น ผู้ผลิตมีแนวโน้มสูงที่จะผลักภาระต้นทุนที่เพิ่มขึ้นไปให้กับผู้บริโภค ทำให้ความสามารถในการแข่งของผู้ผลิตลดลง แน่นอนว่ายอดการจำหน่ายสินค้ามีแนวโน้มลดลง สินค้าในคลังสินค้ามีโอกาสเพิ่มสูงขึ้นค่ารักษาสินค้าก็เพิ่มขึ้นตามเช่นกัน สินค้าก็เหลือ ยอดขายสินค้าลดลง การผลิตใหม่ชะลอตัว กระทบต่อการจ้างงาน  พนักงานตกงานเพิ่มขึ้น และไปขอรับสวัสดิการว่างงานจากภาครัฐเพิ่มขึ้น รัฐจึงต้องจ่ายเงินอุดหนุนแก่ประชาชนที่ตกงานเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ

แต่หากมองในมุมของ GDP หากโดยมาตรการกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯจะกระทบในด้านใดบ้า(มองในมุมของนักเศรษฐศาสตร์)

GDP ประกอบด้วย C (การบริโภค) , I (การลงทุนภาคเอกชน) , G (การลงทุนภาครัฐ) , X (การส่งออก) ,และ N (การนำเข้า) ซึ่งมาตรการกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯจะส่งผลกระทบทั้งหมด

C กระทบเพราะราคาสินค้าและบริการเพิ่มสูงขึ้น แต่รายได้ประชาชนเท่าเดิม และประชาชนตกงานเพิ่มขึ้น จะทำให้การบริโภคลดลงเป็นอย่างมาก

I จะลดลงเนื่องจากสามารถในการแข่งขันของภาคเอกชน หลังราคาวัตถุดิบเพิ่มขึ้น

G แนวโน้มการลงทุนลดลง เพราะเงินของรัฐบาลก็มีจำกัด เนื่องจากสหรัฐฯมีหนี้สาธารณะมากที่สุดในประวัติ หนี้แตะ 22 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ทำให้การของบประมาณขาดทุนสหรัฐฯ ต้องคิดให้หนักมากขึ้น

X แนวโน้มราคาสินค้าและบริการเพิ่มสูงขึ้นทำให้ สูญเสียความสามารถในการแข่งขันและการส่งออก เนื่องจากคุณภาพเหมือนเดิม แต่ราคาสูงขึ้น คู่ค้าอาจเปลี่ยนใจไม่ซื้อสินค้าจากสหรัฐฯ

N การขึ้นภาษีสินค้านำเข้ากับคู่ค้าสหรัฐฯ มีแนวโน้มที่ภาคเอกชนสหรัฐฯจะนำเข้าสินค้าลดลง

สรุป

          GDP สหรัฐฯมีแนวโน้มลดลงนั่นเอง จึงเกิดคำถามสำคัญว่า เมื่อสหรัฐฯรู้อยู่แล้วว่าจะกระทบต่อเศรษฐกิจของตนแต่ทำไมถึงยังขึ้นภาษีสินค้าจีนอยู่

ต้องมองมุมของนักกลยุทธ์จะมองกลับกัน “ต่อให้เจ็บตัวยังไงก็ต้องทำสงครามการค้าเนื่องจากจำเป็นต้องเจ็บตัวตอนนี้ เพื่อรักษาอนาคตของความเป็นมหาอำนาจเอาไว้ เพราะถ้าไม่ทำอะไรจีนจะขึ้นมาเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจแทนสหรัฐฯ

กลับมาที่เรื่องการลงทุนสงครามการค้าจะส่งให้อย่างไรต่อตลาดหุ้นและตลาดทองคำ

มีแนวโน้มที่ตลาดหุ้นจะปรับลง และตลาดทองคำจะปรับขึ้น เนื่องจากสงครามการค้าจะทำให้เศรษฐกิจโลกชะลอตัว กระทบต่อการผลิตภาคอุตสาหกรรมชะลอตัว ทำให้ปริมาณความต้องการน้ำมันในภาคอุตสาหกรรมลดลง ราคาน้ำมันมีความเสี่ยงลดลง กระทบถึงตลาดหุ้นในเชิงลบ และทองคำจะอยู่ในภาพของ Safe Haven จากความเสี่ยงของสงครามการค้า

เปิดบัญชี TFEX กับ ClassicAusiris วันนี้

รับสิทธิพิเศษทันที !!