Quant By CAF  จะมาสานต่อ เนื้อหาเรื่อง Benchmarks จากครั้งที่แล้วกันครับ 

   ในครั้งที่แล้วเราพาไป ทำความรู้จักBenchmarks ในบทความครั้งที่แล้วและได้กล่าวถึงองค์ประกอบของ Benchmarks ที่ดี   ในครั้งนี้เราจะมาทำความรู้จักกับ Benchmarks แต่ละชนิดกันดีกว่าว่ามี ชนิดใดบ้าง มีข้อดี ข้อเสียของแต่ละชนิดเป็นอย่างไร

บทความ : มาทำความรู้จัก Benchmark

Benchmark Type : ค่าคงที่ (Absolute)

Description : ผลตอบแทนที่น้อยที่สุด (หน่วยเป็น %) โดยไม่อ้างอิงกับสิ่งอื่นๆ

Advantages : ง่ายในการคำนวณ

Disadvantages : ไม่สามารถลงทุนได้จริง

Benchmark Type : เกณฑ์มาตรฐานผู้จัดการกองทุน (Manager’s Universe)

Description : การสร้าง  Benchmarks โดยการหาผู้จัดการกองทุนที่ลงทุนในรูปแบบใกล้เคียงกัน และใช้ค่ากึ่งกลางของผลการดำเนินงาน(Median) ในกลุ่ม มาเป็นเกณฑ์มาตรฐาน

Advantages : ง่ายในการหาค่ากึ่งกลาง (Median) ของกลุ่มผู้จัดการกองทุน

Disadvantages :

  •  ไม่สามารถระบุได้ล่วงหน้า
  •  มี Survivorship bias คือเมื่อผู้จัดการกองทุนที่ขาดทุนเลิกไป ก็จะเหลือแต่ผู้จัดการกองทุนที่ผลการดำเนินงานดีเป็นเกณฑ์ ซึ่งไม่ถูกหลักการ
  •  มีเพียงแค่ สามารถวัดได้(Measurable) ที่มีคุณสมบัติตรงตามเกณฑ์ Benchmarks ที่ดี

Benchmark Type : อ้างอิงจากตลาด (Broad Market Indices)

Description : ใช้ดัชนีตลาดโดยมีหุ้นหลายๆตัวในหลายอุตสาหกรรมเป็น Benchmark เช่น S&P500 Set50 เป็นต้น

Advantages : เข้าใจง่าย ได้รับการยอมรับ และใช้กันอย่างแพร่หลาย

Disadvantages : การลงทุนของผู้จัดการกองทุนอาจมีลักษณะการลงทุนในหลักทรัพย์เฉพาะตัวแตกต่างจากดัชนี

Benchmark Type : ลักษณะการลงทุน (Style Indices)

Description : เป็น Benchmark ที่ขึ้นกับลักษณะการลงทุน เช่น กลุ่มหุ้นใหญ่(Large cap) หุ้นเล็ก(Small cap value) และหุ้นเติบโต(Growth Stock) เป็นต้น

Advantages : ได้รับการยอมรับและใช้กันอย่างแพร่หลาย

Disadvantages : 

  • ระบบมีน้ำหนักการลงทุนในหุ้นแต่ละตัวไม่เท่ากัน
  • ยากที่จะกำหนดลักษณะการลงทุนที่แน่ชัด

Benchmark Type : ใช้แบบจำลองด้วยปัจจัยต่างๆ (Factor-model Indices)

Description : เป็น Benchmark สร้างขึ้นมาให้เข้ากับลักษณะการลงทุนของแต่ละระบบ

Advantages :ควรมีคุณสมบัติดังที่กล่าวไว้ในหัวข้อก่อนหน้านี้ (คุณสมบัติของ Benchmarks ที่ดี)

Disadvantages :  

  • ขาดความชัดเจน

  • ยังไม่เป็นที่ยอมรับของบุคคลทั่วไป

  • **มีต้นทุนสูง

** ต้นทุนดังกล่าวเป็นทั้งต้นทุนทางเวลาและต้นทุนทางการเงิน เช่น ค่าใช้ข้อมูล ค่าวิจัย ค่าจ้างนักพัฒนาภายนอกเพื่อคิดAlgorithm สำหรับการคำนวณเป็นต้น

Benchmark Type : คำนวณจากผลตอบแทน (Returns-based) 

Description : เป็นการคำนวณจาก ผลตอบแทนของระบบในอดีต และดัชนีหลายๆ ชนิด

Advantages : สอดคล้องกับความเข้าใจของคนทั่วไป และใช้งานง่ายต้นทุนไม่สูงมากนัก**

Disadvantages : ดัชนีที่ใช้ในการคำนวณอาจเป็นดัชนีที่ไม่เหมาะสม

Benchmark Type : Benchmark ที่กำหนดเอง (Customized)

Description : เป็น Benchmark สร้างขึ้นมาให้เข้ากับลักษณะการลงทุนของแต่ละระบบ

Advantages : ควรมีคุณสมบัติดังที่กล่าวไว้ในหัวข้อก่อนหน้านี้ (คุณสมบัติของ Benchmarks ที่ดี)

Disadvantages : 

  • ขาดความชัดเจน
  • ยังไม่เป็นที่ยอมรับของบุคคลทั่วไป
  • มีต้นทุนสูง*

** ต้นทุนดังกล่าวเป็นทั้งต้นทุนทางเวลาและต้นทุนทางการเงิน เช่น ค่าใช้ข้อมูล ค่าวิจัย ค่าจ้างนักพัฒนาภายนอกเพื่อคิดAlgorithm สำหรับการคำนวณเป็นต้น

      Benchmarks ข้างต้นเป็นเพียงตัวอย่างเพียงเท่านั้น ยังมี Benchmarks อีกหลายชนิดที่ยังไม่ได้กล่าวถึงในที่นี้ สุดท้ายแล้วการเลือกใช้ Benchmarks ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของลักษณะการลงทุน และวิจารณญาณของแต่ละบุคคล