fbpx

การพัฒนาระบบเทรดในประเทศไทยในปัจจุบัน จะเห็นได้ตามสื่อต่างๆว่าในปัจจุบันมีระบบเทรดอยู่มากมายตามท้องตลาด เราอาจเคยได้ยินศัพท์เหล่านี้ ผ่านหูผ่านตา มาบ้างไม่มาก ก็น้อย เช่น EA(Expert Advisor), Robot trade เป็นต้น ทั้งนี้ส่วนใหญ่ที่เห็นได้ชัดจะเป็นระบบที่เทรดในตลาด “Forex” ซึ่งมีความเสี่ยงสูงมากไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ ตัวสินค้าเอง  ผู้พัฒนาระบบซึ่งไม่รู้ว่ามีความรู้ความเข้าใจในเรื่องของการเงินเพียงพอหรือไม่หรือแม้กระทั่งเรื่องของผู้กำกับดูแล (regulator) ในประเทศไทยเอง ที่ยังไม่สามารถควบคุมได้ จึงอยากจะขอเตือนนักลงทุนทุกท่าน ให้ระมัดระวังในการลงทุน แต่ในบทความนี้เรามาดูสินค้าในตลาดประเทศไทยกันดีกว่าซิ่งมีการกำกับดูแลจาก กลต. ถูกต้องตามกฏหมายสินค้าที่นิยมเทรดกันจะมี 2 กลุ่มใหญ่ๆ คือ  หุ้น และ ฟิวเจอร์สซึ่งเป็นตราสารอนุพันธ์ สำหรับตลาดฟิวเจอร์ (TFEX) นั้นมีคนสนใจที่จะทำระบบเทรดยังน้อยอยู่
.

ในบทความนี้จึงขอเปรียบเทียบการพัฒนาระบบเทรดในตลาดหุ้น และการพัฒนาระบบเทรดในตลาดฟิวเจอร์ว่าแต่ละตลาดนั้นมีปัจจัยที่ส่งผลกระทบกับระบบเทรดแตกต่างกันอย่างไรบ้าง

1.ความหลากหลายของสินค้า

เป็นที่ทราบกันดีว่าในตลาดหุ้นนั้นเราสามารถเลือกลงทุนในตลาดได้หลายร้อยตัว และเมื่อพิจารณาเฉพาะหุ้นของบริษัทที่มีความน่าเชื่อถือ ( มีปริมาณการซื้อขายสูง มีข้อมูลปัจจัยพื้นฐานดี ) ก็ยังมีจำนวนมากพอให้เลือกลงทุน เช่น หุ้นในกลุ่ม SET100 เป็นต้น  แต่สำหรับตลาดฟิวเจอร์นั้น สินค้าที่มีสภาพคล่องและปริมาณการซื้อขายเพียงพอ ก็จะมีเพียงแค่ SET50Futures เพียงตัวเดียวเท่านั้น  นักพัฒนาระบบเทรดจึงถูกจำกัดให้สร้างระบบเทรดได้เพียงสินค้าเพียงชนิดเดียว ซึ่งยากแก่การออกแบบระบบเทรดที่มีเสถียรภาพ และการกระจายความเสี่ยงที่เหมาะสม

2.ข้อมูลราคาและปัจจัยที่มีผลกระทบต่อราคา

  • ปริมาณของข้อมูลราคา

ในประเด็นของปริมาณข้อมูลราคานั้น ในตลาดหุ้นนั้นมีข้อมูลราคาของหุ้นส่วนใหญ่มากกว่า 20 ปี ซึ่งมีทั้งช่วงที่เป็นขาขึ้น ขาลง และราคาวิ่งในกรอบ  ส่วนในตลาดฟิวเจอร์ตัวที่เราสนใจก็คือ SET50futures เริ่มมีข้อมูลการซื้อขายในปี 2006 ( ประมาณ 10 ปี ) ซึ่ง 70% ของตลาดมีลักษณะขาขึ้น

  • ข้อจำกัดของข้อมูล

ในตลาด SET50futures มีเพียงข้อมูลราคาและปริมาณการซื้อขาย อีกประเด็นหนึ่งคือตลาดหุ้นนั้นนอกจากจะมีข้อมูลราคาและปริมาณการซื้อขาย ยังมีข้อมูลปัจจัยพื้นฐานของหุ้นอีกด้วย ซึ่งสามารถวิเคราะห์ได้จากงบการเงินของหุ้นแต่ละตัว และข้อมูลเหล่านี้นักวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานให้ความสำคัญในการประเมินแนวโน้มราคาหุ้น ดังนั้นจึงสามารถเอาปัจจัยพื้นฐานมาศึกษาและพัฒนาเป็นระบบเทรดหุ้นได้  ส่วนตลาดฟิวเจอร์นั้นไม่มีข้อมูลในส่วนนี้ ทำให้เรามักจะใช้ปัจจัยทางเทคนิคในการทำระบบเทรดซะเป็นส่วนใหญ่

3.สภาพคล่องและปริมาณการซื้อขายในตลาด

อย่างที่เราทราบกันว่าปริมาณเงินลงทุนในตลาดหุ้น นั้นมีมากว่าเงินลงทุนที่อยู่ในตลาดฟิวเจอร์อยู่ค่อนข้างมาก  เนื่องจากคนส่วนใหญ่ยังไม่รู้จักกับตลาดฟิวเจอร์เท่าใดนัก บ้างก็มีความคิดที่ว่าเป็นสิ่งที่อัตราย นักพัฒนาระบบส่วนใหญ่จึงมุ่งเน้นที่จะสร้างระบบเทรดในตลาดหุ้นมากกว่าในตลาดฟิวเจอร์  จริงๆแล้วตลาดฟิวเจอร์ไม่ได้เป็นสิ่งที่ยากและน่ากลัวอย่างที่นักลงทุนหลายๆท่านกังวลนะครับ โดยสิ่งหลักๆที่ฟิวเจอร์ต่างกับหุ้นนั้นมี 3 ประการคือ 

  • ฟิวเจอร์สามารถเก็งกำไรได้ทั้งสองฝั่งโดยสะดวก ทั้งซื้อ ( long ) และขาย ( short ) ส่วนหุ้นนั้นถ้าจะทำการขายก่อนซื้อ (short selling) ค่อนข้างมีความลำบากในการดำเนินการ
  • ฟิวเจอร์ใช้เงินลงทุนเพียงแค่บางส่วน ( leverage ) ส่วนหุ้นส่วนใหญ่ต้องใช้เงินเต็มจำนวน
  • ฟิวเจอร์มีวันหมดอายุ เช่น set50futures จะมีอายุของสัญญา 1 ปี แต่หุ้นไม่มีกำหนดวันหมดอายุ 

หวังว่าถ้านักลงทุนเข้าใจตลาดฟิวเจอร์กันมากขึ้น และเพิ่มความสนใจที่จะลงทุนในตลาดฟิวเจอร์กันบ้างนะครับ

เปิดบัญชี TFEX กับ ClassicAusiris

พร้อมรับสิทธิพิเศษทันที !!

Pin It on Pinterest