fbpx

ตั้งแต่ต้นปี 62 ราคา Gold Online Futures  ปรับขึ้นอย่างน่ากลัวเพราะขึ้นมามากกว่า $200(หรือ+17%) ทำให้นักลงทุนหันมาสนใจสินทรัพย์ที่ชื่อว่า “Gold Online Futures” จึงเกิดคำถามขึ้นว่าราคาทองคำปรับขึ้นมาได้เพราะอะไร จากการที่เราวิเคราะห์ราคาทองคำขึ้นมาจาก 5 ปัจจัย

  1. สงครามการค้า https://www.caf.co.th/usa-chinatradewarpunchtopunch/ ระหว่างสหรัฐฯ-จีน ทำให้มูลค่าทางเศรษฐกิจของผู้นำทางเศรษฐกิจอันดับ 1 และ 2 ลดลง เป็นความเสี่ยงต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจโลก
  2. แนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐฯที่อาจถดถอย เพราะอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 2 ปีดีดตัวเหนืออัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 10 ปี
  3. การส่งสัญญาณลดดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ(FED)0.5%ทำให้ราคาทองคำพุ่งเหนือ $1,400 ส่วนปัจจัยที่
  4. กองทุน SPDR เข้าซื้อทองคำในปี 62 มากถึง 92.7 ตัน 
  5. กลุ่มฮูตีโจมตีแหล่งผลิตน้ำมันของซาอุฯ

และนี่คือ 5 ปัจจัยที่ทำให้ราคา Gold Online Futures ในปี 62 ขึ้นไปมากกว่า 17% ส่วนไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ ราคาทองคำจะเป็นอย่างไร เราต้องวิเคราะห์จากปัจจัยที่กำลังจะกระทบต่อราคาทองคำ ซึ่งมองว่ามี 7 ปัจจัยดังนี้

1.การเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐฯ-จีน ซึ่งจะเกิดขึ้นวันในที่ 10-11 ตุลาคม ถือเป็นการตัดสินชะตาของเศรษฐกิจโลก เพราะหากสหรัฐฯกับจีนสามารถที่จะตกลงกันได้แนวโน้มเศรษฐกิจโลกจะกลับมาขยายตัวอีกครั้งเป็นปัจจัยกดดันต่อราคาทองคำ แต่หากไม่สามารถเจรจากันได้เราจะได้เห็นการขึ้นภาษีสินค้านำเข้าในวันที่ 15 ตุลาคม และ 15 ธันวาคมซึ่งจะสร้างความกังวลแก่นักลงทุนอย่างมาก จะเป็นปัจจัยบวกต่อราคาทองคำ เนื่องจากปัจจัยเร่งให้เกิดสภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจ
โดยเงื่อนไขในการเจรจาของสหรัฐฯ 2 ข้อ เพื่อแลกกับการไม่ขึ้นภาษีสินค้าจีน

  • 1. จีนต้องรักษาเสถียรภาพของค่าเงินหยวน
  • 2.จีนจะต้องยุติการขโมยทรัพย์สินทางปัญญาและการโจมตีทางไซเบอร์

    สรุป

  • หากจบสหรัฐฯการค้า แนวโน้มเศรษฐกิจโลกจะกลับมาขยายตัว ราคาสินค้ามีแนวโน้มลดลง ซึ่งเป็นปัจจัยลบต่อราคาทองคำ
  • หากสงครามการค้ายังอยู่ในช่วงเวลาเจรจา ก็จะไม่ส่งผลกระทบต่อราคาทองคำ เนื่องจากนักลงทุนรอความชัดเจน
  • หากสงครามการค้ารุนแรงมากขึ้น คือ สหรัฐฯและจีนยังคงขึ้นภาษีสินค้านำเข้าของกันละกัน ทำให้เศรษฐกิจชะลอตัว

2.เส้นตายที่สหรัฐฯกำหนดจะขึ้นภาษีสินค้าของญี่ปุ่นและยุโรป ที่กำลังจะเกิดขึ้นในวันที่ 10 ตุลาคม  ญี่ปุ่นเหมือนจะรอดแล้ว เนื่องจากกำลังจะทำข้อตกลงกันในช่วงต้นเดือนตุลาคม โดยสหรัฐฯให้คำมั่นว่าเพิ่มโควต้านำเข้ารถยนต์จากญี่ปุ่นโดยไม่ขึ้นภาษีนำเข้า ส่วนญี่ปุ่นจะนำเข้าสินค้าเกษตรของสหรัฐฯเพิ่มขึ้น และทรัมป์ยืนยันว่าไม่มีแนวคิดที่จะขึ้นภาษีสินค้านำเข้ากับญี่ปุ่นในช่วงนี้

ขณะที่ยุโรป ยังไม่มีความคืบหน้าในการเจรจากับสหรัฐฯ แต่เราเชื่อว่ายุโรปจะหาทางเลื่อนการขึ้นภาษีสินค้านำเข้า เนื่องจากยุโรปกำลังจะเผชิญBrexit ที่ไม่มีความแน่นอน

สรุปมองปัจจัยนี้เป็นลบต่อราคาทองคำ เนื่องจากคาดการณ์ว่าสหรัฐฯจะจบสงครามการค้ากับญี่ปุ่นและยุโรปในปีนี้ เพราะ 2 ประเทศนี้ไม่มีทางเลือกมากต้องยอมสหรัฐฯ

3.การประกาศตัวเลขทางเศรษฐกิจที่สำคัญอย่าง GDP สหรัฐฯและจีน

โดย GDP คือ ตัวเลขเศรษฐกิจที่มีความสำคัญที่สุด เนื่องจากเป็นการวัดผลใน 5 ด้าน ได้แก่ การบริโภค ,การลงทุนภาคเอกชน ,การใช้จ่ายของภาครัฐ ,การส่งออก ,และการนำเข้า

  • โดย GDP ของจีน Q3/62 จะประกาศวันที่ 18 ตุลาคม
  • ขณะที่สหรัฐฯ GDP Q3/62 จะประกาศ 3 ครั้ง คือ 30 ตุลาคม , 26 พฤศจิกายน ,20 ธันวาคม

หากสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯกับจีนรุนแรงมากขึ้นเท่าไร ตัวเลข GDP จะลดลงมากขึ้นเท่านั้น และการที่ GDP ของสหรัฐฯและจีนลดลง ทำให้มูลค่าทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯและจีนลดลงอย่างรวดเร็ว เป็นผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก เนื่องจากผู้นำทางเศรษฐกิจเบอร์หนึ่งและสองของโลกชะลอตัว

เหตุผลที่ทำให้สหรัฐฯเปิดสงครามการค้า มองทางเศรษฐศาสตร์ถือเป็นสิ่งที่ทำให้เศรษฐกิจโลกชะลอตัว แต่หากมองเรื่องกลยุทธ์สหรัฐฯกำลังพยายามหยุดความร้อนแรงทางเศรษฐกิจของจีน เพราะหากไม่อยู่ตอนนี้จีนจะก้าวขึ้นเป็นเบอร์หนึ่งของโลกในด้านเศรษฐกิจอย่างแน่นอน

การชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกทำให้ภาคธุรกิจชะลอการลงทุนจึงเป็นปัจจัยลบต่อตลาดหุ้น และมีโอกาสทำให้ราคาทองคำปรับขึ้น เนื่องจากทองคำเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย(Safe Haven)

4.การแก้ปัญหาเศรษฐกิจยูโรโซนภายใต้การนำของประธาน ECB คนใหม่ที่ชื่อ “คริสติน ลาการ์ด”

จะเข้ามาแก้ปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำอย่างไร เราจะนำตัวเลขที่แสดงถึงเศรษฐกิจตกต่ำให้นักลงทุนได้เห็น

GDP 0.2% ต่ำที่สุดในรอบ 7 ปี
ดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุน -43.6 ติดลบมากที่สุดในรอบ 7 ปี
ดัชนีภาคการผลิต 46.4 ชะลอตัวมากที่สุดในรอบ 6 ปี

 

ซึ่งปัญหาที่เกิดขึ้นในยูโรโซนคงต้องแก้ด้วยการลดดอกเบี้ย และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่าง QE ซึ่งเป็นปัจจัยบวกต่อราคาทองคำ ในด้านเงินเฟ้อที่กำลังเพิ่มขึ้น

5.Brexit  ลุ้นการเจรจาในวันที่ 17-18 ตุลาคม และลุ้นว่า UK จะออกจาก EU แบบมีเงื่อนไขหรือไม่ในวันที่ 31 ตุลาคม

ซึ่งองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) คาดการณ์ว่า การที่อังกฤษแยกตัวออกจากสหภาพยุโรป (EU) โดยไม่มีการทำข้อตกลง (no-deal Brexit) จะส่งผลกระทบต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจของอังกฤษ โดยทำให้ตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของอังกฤษลดลงเกือบ 3% ในช่วง 3 ปีข้างหน้า และการชะลอตัวของเศรษฐกิจอังกฤษจะส่งให้ราคาทองคำปรับขึ้น

6.เศรษฐกิจสหรัฐฯจะเข้าสู่ภาวะถดถอยจาก 3 ปัจจัย

  • 1.มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของธนาคารกลางใกล้ถึงขีดจำกัด หากลดดอกเบี้ยอีกจะเพิ่มหนี้ภาคครัวเรือนทำให้กำลังการบริโภคของภาคครัวเรือนหดตัว
  • 2.ช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจนที่คนรวยก็รวยขึ้นไปอีก ส่วนคนจนก็จนกว่าเดิม ไม่เกิดการกระจายรายได้ รัฐบาลสหรัฐฯจึงต้องนำเงินช่วยคนจน แทนที่จะพัฒนาประเทศ
  • 3.การขยายอิทธิพลของจีน ทำให้ยอดการส่งออกของสหรัฐฯลดลง เนื่องจากจีนมีการพัฒนาเทคโนโลยี และราคาถูกกว่าสินค้าของสหรัฐฯ

7.ทิศทางดอกเบี้ย FED
FED คือ ธนาคารกลางสหรัฐฯเป็นผู้กำหนดนโยบายทางการเงินของสหรัฐฯ โดยเงื่อนไขการลดดอกเบี้ยมี 4 ข้อ

  • 1.เกิดความเสี่ยงทางเศรษฐกิจโลก เช่น สงครามการค้า และ Brexit
  • 2.GDP สหรัฐฯต่ำกว่า 2%
  • 3.หากอัตราการว่างงานสูงกว่า 4%
  • 4.เงินเฟ้อต้องเขาใกล้ 2%

ซึ่งการประชุมนโยบายทางการเงินของสหรัฐฯจะเกิดขึ้นอีก 2 ครั้งในปีนี้ ในวันที่ 30 ต.ค. และ 11 ธ.ค. หากสงครามการค้ารุนแรงมากขึ้น จะทำให้ GDP ของสหรัฐฯและจีนลดลง จะเป็นปัจจัยที่กดดันให้ FED จำใจลดดอกเบี้ยนโยบาย และการลดดอกเบี้ยจะทำให้เงินเฟ้อของสหรัฐฯเพิ่มสูงขึ้น เป็นปัจจัยต่อราคาทองคำ

สรุปปัจจัยที่ส่งผลต่อราคาทองคำในไตรมาสที่ 4/62 มีทั้งหมด 7 อย่าง ได้แก่ การเจรจาการค้าของสหรัฐฯ กับจีน,ยุโรป และญี่ปุ่น ซึ่งจะกระทบต่อ GDP อาจทำให้เศรษฐกิจสหรัฐฯจะเข้าสู่ภาวะถดถอยจากซึ่งส่งผลต่อทิศทางดอกเบี้ย FED ตามมาด้วย Brexit และการแก้ปัญหาเศรษฐกิจยูโรโซน

หากมองภาพทางเทคนิคราคาทองคำมีแนวโน้มอย่างไร ?

แนวโน้ม Sideway Up

กรอบ 1,430 -1,560

แนวต้าน             1,560
แนวรับสำคัญ      1,480 / 1,430

เปิดบัญชี TFEX กับ ClassicAusiris

พร้อมรับสิทธิพิเศษทันที !!

Pin It on Pinterest