สวัสดีครับท่านนักลงทุนเชื่อว่าในช่วงไตรมาสที่ผ่านมาประเด็นหนึ่งที่จะไม่กล่าวถึงไม่ได้ก็คือเรื่องของ “ค่าเงิน” หรือ “อัตราแลกเปลี่ยน” โดยเฉพาะอัตราแลกเปลี่ยนระหว่างค่าเงินบาทของไทยและค่าเงินดอลาร์สหรัฐฯ รวมทั้งประเด็นความผันผวนของค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ เองซึ่งพิจารณาผ่าน US Dollars Index เพราะฉะนั้นในโอกาสนี้ผมจะขอกล่าวถึงเรื่องราวพื้นฐานทั่วไปที่น่าจะเป็นประโยชน์และเกี่ยวข้องกับอัตราแลกเปลี่ยนเพื่อความเข้าใจในภาพรวมและสามารถนำไปประเมินกลยุทธ์การลงทุนได้

อัตราแลกเปลี่ยนนั้นโดยทั่วไปหมายถึง “ราคา” ของเงินสกุลนั้นๆ ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะในทางเศรษฐศาตร์และทางการเงินแล้วทุกสิ่งล้วนมีราคาหรือมีต้นทุนแม้ว่าต้นทุนบางประเภทอาจไม่สามารถคำนวณได้ออกมาเป็นตัวเงินชัดเจน(ในทางทฤษฎีสามารถประเมินได้แต่ต้องพิจารณาความแม่นยำในทางปฏิบัติจริงด้วย)เช่นต้นทุนทางเศรษฐศาสตร์หรือต้นทุนค่าเสียโอกาส สำหรับอัตราแลกเปลี่ยนเองนั้นถือเป็น “ราคา” หรือมูลค่าของค่าเงินนั้นๆ เมื่อเปรียบเทียบกับค่าเงินอีกสกุลหนึ่ง ซึ่งอัตราแลกเปลี่ยนนั้นจะมีรูปแบบการเสนอราคา(Quotation Conventions) สองรูปแบบซึ่งก็คือ

1.การเสนอราคาทางตรง(Direct Quotation) ซึ่งเป็นการเสนอราคาของเงินตราต่างประเทศหนึ่งหน่วยโดยใช้เงินสกุลท้องถิ่นเป็นหน่วยในการตั้งราคา
2.คือการเสนอราคาทางอ้อม (Indirect Quotation) ซึ่งเป็นการเสนอราคาของเงินสกุลท้องถิ่นหนึ่งหน่วยโดยใช้เงินตราต่างประเทศเป็นหน่วยในการตั้งราคานั้นเอง

แล้วแบบไหนที่นิยมมากกว่ากัน คำตอบก็คือ การเสนอราคาทางตรง(Direct Quotation) ครับที่เป็นที่นิยมใช้โดยทั่วไปเว้นแต่ในบางประเทศเช่น อังกฤษ ออสเตรเลียหรือนิวซีแลนด์จะนิยมเสนอราคาทางอ้อม (Indirect Quotation) ซึ่งหากสังเกตจะพบว่าเป็นกลุ่มประเทศในเครือจักรภพทั้งสิ้น

คราวนี้มาดูเรื่องของการซื้อขายกันบ้างนะครับการซื้อขายเงินตรานั้นจะถูกดำเนินการใน “ตลาดปริวรรตเงินตราต่างประเทศ” โดยที่จะมีสถานบันการเงินขนาดใหญ่และนักลงทุนเป็นผู้เล่นหลัก โดยการเสนอราคาจะเสนอราคาในลักษณะ Two-Way Pricing ประกอบไปด้วยฝั่ง “Bid และฝั่ง Ask” โดยราคาในฝั่ง Bid จะหมายถึงราคาที่ตัวกลางทางการเงินพร้อมจะรับซื้อและในทางตรงข้ามราคาในฝั่ง Ask จะหมายถึงราคาที่ตัวกลางทางการเงินพร้อมจะเสนอขาย ซึ่งในส่วนนี้นักลงทุนโดยทั่วไปมักจะมีความสับสนอยู่เสมอๆ ว่าตกลงแล้วใครเสนอซื้อเสนอขายผมขอสรุปง่ายๆ นะครับว่าให้มองในมุมของตัวกลางทางการเงินหรือธนาคารคือให้เขาเป็นตัวหลักในการ Bid หรือ Ask แต่ก็แอบมีเทคนิคอีกอย่างนะครับ นั้นก็คือถ้าเราซื้อถูกไปหรือขายแพงไปฝั่งนั้นไม่ใช่ฝั่งเราแน่นอนเพราะตัวกลางทางการเงินเขาดำเนินธุรกิจทางการเงินต้องมีกำไรจริงไหมครับตรงนี้เราเรียกว่า Bid-Ask Spread ซึ่งในส่วนนี้ก็คือ ช่วงราคาระหว่าง Bid-Ask หรือกำไรของตัวกลางค้าเงินนั้นเองในขณะที่เป็นต้นทุนของนักลงทุนหรือลูกค้าโดยที่การคำนวณโดยมากจะคิดเป็นร้อยละ (%Bid-Ask Spread = [(Ask-Bid)/Ask] * 100) ซึ่งจะกว้างหรือแคบขึ้นกับความนิยมและความเสี่ยงของค่าเงินนั้นๆ หากมีความเสี่ยงมากหรือความนิยมต่ำ Bid-Ask Spread ก็จะมีความกว้างขึ้นในทางตรงกันข้ามหากมีความเสี่ยงต่ำลงมีความนิยมสูงมีสภาพคล่องสูง Bid-Ask Spread ก็จะมีขนาดที่แคบลงมา(ในส่วนของตัวกลางทางการเงินจะกระทำโดยการเลื่อนค่ากลางหรือ Midpoint ขึ้นลงไม่ใช่เป็นการเลือกที่จะปรับเฉพาะราคาเสนอซื้อหรือราคาเสนอขายตัวใดตัวหนึ่ง)

มาถึงประเด็นที่สองนะครับเรื่องของ “ระบบอัตราแลกเปลี่ยน” สำหรับในมิติของระบบอัตราแลกเปลี่ยนก็มีความสำคัญอย่างยิ่งยวดเพราะมีความเกี่ยวข้องกับ “ราคา” ของค่าเงินโดยตรงโดยตรงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้พิจาณาง่ายเลยนะครับเพราะหากประเทศมีระบบอัตราแลกเปลี่ยน (Exchange Rate System) แบบ Fixed Exchange Rate System ค่าเงินจะถูกกำหนดโดยธนาคารกลางไม่ได้ถูกกำหนดโดยอุปสงค์-อุปทานของตลาด(ไม่ถูกกำหนดโดยดุลยภาพของตลาด) ซึ่งมีข้อดีเหมือนกันนั้นก็คือภาคธุรกิจสามารถคาดการณ์ต้นทุนต่างๆ อย่างถูกต้องและไม่มีความเสี่ยงด้านค่าเงินสำหรับภาคธุรกิจ แต่ก็มีข้อเสียไม่ใช่น้อยก็เพราะภาครัฐจะขาดอิสระในการดำเนินนโยบายทางการเงิน(และการคลัง) จากการสำรองและบริหารปริมาณเงินในระบบ ในขณะที่หากประเทศมีระบบอัตราแลกเปลี่ยนแบบ Freely Float Exchange Rate System “ราคา” หรือค่าเงินย่อมถูกกำหนดโดยอุปสงค์-อุปทานในตลาด(ราคาดุลยภาพ) นั้นเองเพราะฉะนั้นค่าเงินจึงจะแข็งอ่อนตามแต่ภาวะความต้องการซื้อและความต้องการขาย ณ ขณะนั้นๆ สามารถสะท้อนความต้องการและอธิบายสถานการณ์ปัจจุบันได้ในระดับหนึ่ง(Price Discount Everything) ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะสิ่งที่เป็นตัวกำหนดอุปสงค์-อุปทานในตลาดก็มีเบื้องหลังมาจากหลากหลายปัจจัย(Exchange Rate Determinants) ซึ่งจะขอกล่าวถึง 4 ปัจจัยหลักได้แก่

1.Inflation(เงินเฟ้อ) เงินเฟ้อสูงปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นจะทำให้มูลค่าของเงินลดลงในลักษณะแปรผกผันส่งผลกระทบให้ค่าเงินอ่อนค่าลง(Depreciation)
2.Interest Rate(อัตราดอกเบี้ย) อัตราดอกเบี้ยที่ปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นส่งผลให้นักลงทุนมีอัตราผลตอบแทนที่คาดการณ์สูงขึ้นหรือเรียกง่ายๆ ว่ามีการปรับฐานผลตอบแทนขั้นต่ำนั้นเองส่งผลให้ค่าเงินของประเทศมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นในทางตรงกันข้ามหากอัตราดอกเบี้ยปรับตัวลดลงก็มีแนวโน้มที่จะกดให้ค่าเงินอ่อนค่าลงตามไปด้วยทั้งโดยทางตรงและทางอ้อม
3.Investment Risks(ความเสี่ยงจากการลงทุน) เมื่อพิจารณาประเทศที่มีความเสี่ยงจากการลงทุนนักลงทุนย่อมที่จะไม่เข้าไปเลือกถือครองสินทรัพย์ลงทุนในประเทศนั้นๆ ซึ่งส่งผลให้อัตราแลกเปลี่ยนมีการอ่อนค่าลดลงโดยตรงหรือพูดให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือกระแสเงินทุนไม่ไหลเข้าหรือและ(หรือ)อาจจะไหลออกส่งผลให้ค่าเงินของประเทศอ่อนค่าหรือมีมูลค่าลดลงโดยเปรียบเทียบ
4.Monetary Policy & Fiscal Policy(นโยบายการเงินและนโยบายการคลัง) เริ่มกันที่นโยบายการเงินแบบขยายตัวซึ่งเป็นการเพิ่มเงินเข้าในระบบทำให้อัตราดอกเบี้ยลดลงและเงินเฟ้อมีแนวโน้มสูงขึ้นนอกจากนั้นยังมีแนวโน้มทำให้เงินเฟ้อเพิ่มสูงขึ้นส่งผลในเชิงลบต่อค่าเงินของประเทศกดดันให้อ่อนลง ในขณะที่นโยบายการเงินแบบหดตัวเป็นการลดเงินในระบบลง และส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยเพิ่มสูงขึ้นค่าเงินมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นฯ ส่วนนโยบายการคลังนั้นโดยทั่วไปแล้วอาจส่งผลได้ไม่ชัดเจนเท่านโยบายการเงินเพราะไม่ได้ดำเนินการเกี่ยวข้องกับปริมาณเงินโดยตรงแต่เป็นการดำเนินการเกี่ยวกับการใช้จ่ายของภาครัฐและการเก็บภาษีมากกว่า

สรุปโดยภาพรวมท่านนักลงทุนคงจะพอเห็นภาพนะครับว่ากลไกในตลาดเงินตรานั้นเป็นอย่างไรและมีผลกระทบต่อภาพการลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆ อย่างไรไม่ว่าจะเป็นสินทรัพย์เสี่ยงหรือสินทรัพย์ปลอดภัยเพราะไม่ว่าสินทรัพย์ประเภทใดย่อมถูกซื้อขายด้วย “เงินตรา” ทั้งสิ้นนอกจ่ากนั้นข้อดีที่สำคัญอย่างยิ่งของค่าเงินก็คือการสะท้อนภาวะทางเศรษฐกิจได้อย่างรวดเร็วและทันท่วงที(บางครั้งอาจกล่าวได้ว่าเร็วกว่าตลาดหุ้นเพราะเปิดทำธุรกรรมทั้งวัน 24 ชั่วโมง) ทำให้อาจเรียกว่าเป็นตลาดที่ค่อนข้างมีประสิทธิภาพในระดับหนึ่งก็ว่าได้ สุดท้ายก่อนจะจากลากันไปก็ฝากท่านนักลงทุนพิจารณา “ค่าเงิน” ประกอบการลงทุนด้วยนะครับ / ขอให้โชคดีและไม่ประมาทกับการลงทุนครับ

————
จัดทำโดย
ดนวรรธน์ ลือสวัสดิ์
Senior Investment Analyst
-นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน
-นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านหลักทรัพย์
-นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านสัญญาซื้อขายล่วงหน้า