fbpx

ตอนนี้กำลังเริ่มเข้าสู่เดือนพฤษภาคมจะมีนักลงทุนและนักวิเคราะห์รวมถึงกูรูต่างๆออกมาพูดถึง Sell in may ผ่านช่องทางสื่อต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น รายการโทรทัศน์ และวิทยุ รวมถึงสื่อสิ่งพิมพ์ผ่านบทความต่างๆ ที่จะบอกว่า Sell in may เกิดได้อย่างไร

และเรากำลังจะเล่า Sell in may ผ่านสถิติย้อนหลัง 10 ปี ว่าเกิดขึ้นกี่ครั้ง แล้วนักลงทุนกลุ่มไหนเป็นแกนนำที่ทำให้เกิด Sell in may และการเกิดขึ้นของ Sell in may มีโอกาสจะทำให้ SET ปรับลงกี่เปอร์เซ็นต์กันแน่

ขอเล่าในประเด็นที่หนึ่งว่า Sell in may ในรอบ 10 ปี เกิดขึ้นกี่ครั้ง ??

หากดูข้อมูล 10 ปี ย้อนหลังของดัชนี SET จะเห็นว่า Sell in may ปรับลงถึง 7 เดือนในรอบ 10 เดือนการปรับลงเฉลี่ยอยู่ที่ 38 จุด หรือคิดเป็นการปรับลง 3% ส่วนนักลงทุนกลุ่มเป็นแกนนำที่ทำให้เกิด Sell in may รูปในกราฟที่ 2

นักลงทุนที่ขายออกมามี 2 กลุ่ม คือ นักลงทุนต่างชาติ และโบรกเกอร์และกราฟนี้ยังแสดงให้เห็นถึงสถิติที่น่าสนใจในรอบ 10 ปี คือ

1.สถานะของนักลงทุนรายย่อยจะสวนทางกับทิศทางดัชนี SET ถึง 8 เดือน จากในรอบ 10 เดือน

2.ในครั้งที่ดัชนีปรับลงนักลงทุนต่างชาติขายสุทธิถึง 4 ครั้ง และนักลงทุนโบรกเกอร์ขายสุทธ์ 5 ครั้ง

แต่เราจะวิเคราะห์จากสถิติของ Sell In May อย่างเดียวไม่ได้ ต้องวิเคราะห์ปัจจัยที่จะกระทบ SET ด้วย เราจึงต้องวิเคราะห์ว่าในเดือน มี.ค. มีปัจจัยกระทบดัชนี SET อะไรบ้าง

จากกราฟแสดงถึงการเปลี่ยนของดัชนี SET หน่วย : จุด ซึ่งการเปลี่ยนที่ผิดปกติอยู่ที่ 10 จุด ดังกล่าวเราจะนับปัจจัยที่มีทำให้ SET เคลื่อนไหวได้มากกว่า 10 จุด โดยมีทั้งหมด 7 ครั้ง

  1. วันที่ 1 ลบ 12.04(-0.73%) รับผลประกอบการของบริษัทฯงวดไตรมาส 4/61 ที่ออกมาไม่ค่อยดี
  2. วันที่ 6 ลบ 13.49(-0.82%) รับผลกระทบจากปัจจัยภายในประเทศหลังโบรกเกอร์ทยอยลดเป้ากำไรของบริษัทจดทะเบียน (บจ.)ในปีนี้
  3. วันที่ 13 บวก 12.08(+0.74%) เนื่องจากแรงหนุนจาก FTSE ปรับเพิ่มน้ำหนักหุ้นไทยราว 5 พันล้านบาท
  4. วันที่ 15 ลบ 10.31(-0.63%) นักลงทุนชะลอการลงทุนเพราะกังวล Brexit เนื่องจากยังไม่มีความชัดเจน
  5. วันที่ 19 บวก 12.52(+0.77%) ได้แรงหนุนจากคืบหน้าโครงการไฮสปีดเชื่อม 3 สนามบิน ประกอบกับคาดการณ์ว่าเฟดจะชะลอการขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย
  6. วันที่ 22 บวก 12.29(+0.75%) เฟดไม่เร่งขึ้นดอกเบี้ยปีนี้ส่งผลแนวโน้มดอลลาร์อ่อน-บาทแข็ง หนุน Fund Flow ไหลเข้า
  7. วันที่ 25 ลบ 20.38(-1.24%) นักลงทุนกังวลเศรษฐกิจโลกถดถอยหลังตัวเลข PMI ภาคการผลิตของยุโรป-สหรัฐฯออกมาไม่ดี

 

ทำให้เรารู้ว่าปัจจัยที่มีแนวโน้มกระทบดัชนี SET มี 3 อย่าง คือ

  1. ปัจจัยที่จะทำให้เศรษฐกิจขยายตัวหรือชะลอตัว
  2. แนวโน้มการใช้ดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ
  3. ปัจจัยในประเทศอย่างเช่น ผลประกอบการ ,การเมือง ,และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ

ทำให้เราต้องวิเคราะห์ว่าจะมี 3 ปัจจัยนี้เข้ากระทบดัชนี SET หรือ

1.ปัจจัยที่จะทำให้เศรษฐกิจโลกขยายตัวหรือชะลอตัว

  • วันที่ 3 สหรัฐฯประกาศตัวเลขอัตราการว่างงานและการจ้างงานนอกภาคเกษตรคาดการณ์ว่าจะคงตัว
  • ต้องจับตาวันที่ 8  นายหลิว เหอ และคณะการค้าของจีนจะเดินทางมายังกรุงวอชิงตัน เพื่อเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐฯกับจีน หากได้ข้อตกลงเป็นบวกต่อดัชนี SET
  • วันที่ 23 วันแห่ง Manufacturing PMI Day เป็นวันที่จะแสดงให้เห็นภาครวมของอุตสาหกรรม

2.แนวโน้มการใช้ดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ

  • วันที่ 1 จะมีการประชุม FOMC อาจมีการส่งสัญญาณลดดอกเบี้ยในปลายปีนี้ พร้อมจับตามุมมองเศรษฐกิจสหรัฐฯจากสายตาของ FED

3.ปัจจัยในประเทศอย่างเช่น ผลประกอบการ ,การเมือง ,และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ

  • วันที่ 2 ตัวเลขดัชนีความเชื่อมั่นของไทยที่จัดทำโดย มหาวิทยาลัยหอการค้ามีโอกาสชะลอตัว เนื่องจากตัวเลขการส่งออกชะลอตัวและการจัดตั้งรัฐบาลยังไม่ชัดเจน
  • วันที่ 8 จับตาการประชุม กนง. คาดคงดอกเบี้ยที่ 1.75% และสิ่งที่สำคัญ คือ มุมมองของธนาคารแห่งประเทศไทยที่มีต่อเศรษฐกิจไทย
  • วันที่ 9 กกต.อาจประกาศผลทางการของการเลือกตั้ง
  • วันที่ 19 สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ประกาศผลิตภัณฑ์รวมในประเทศ(GDP Q1/62) คาดการณ์ว่าจะลดลงแตะ 3.6% จาก Q4/61 ที่ 3.7%