Update สงครามการค้าสหรัฐฯ-จีน(14 ส.ค. 2561)

สงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯกับจีนที่เกิดขึ้นในปี 2561 สร้างผลกระทบเป็นวงกว้างกับเศรษฐกิจโลก ,ตลาดทองคำ ,และตลาดหุ้น แต่ก่อนที่จะกล่าวถึงผลกระทบเราจะขุดลึกเพื่อไปดูว่าทำไม ถึงเกิดสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ-จีน

จุดเริ่มต้นของสงครามการค้าครั้งนี้ คือ วิกฤตหนี้ของทางสหรัฐฯที่มีมูลค่ามากที่สุดในโลกแตะระดับ 21.2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (หรือคิดเป็นหนี้ต่อ GDP = 107%) ซึ่งสังเกตได้ว่า GDP ของสหรัฐฯอยู่ที่ 19.7 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ทำให้เรารู้ว่าประเทศสหรัฐฯมีหนี้สินมากกว่ารายได้ และเป็นที่มาว่าทำไมประธานาธิบดีสหรัฐฯคนที่ 45 อย่างคุณทรัมป์พยายามหาช่องทางทำให้สหรัฐฯมีรายได้มากกว่ารายจ่าย และวิธีที่ทรัมป์หารายได้ คือการไถ่ประเทศอื่นๆ อย่างการประกาศขึ้นภาษีสินค้าที่มาจากจีน เพราะจีนมีการส่งสินค้าไปสหรัฐฯ มากกว่าที่สหรัฐฯส่งไปหาจีน ทำให้สหรัฐฯกล้าที่จะทำ เนื่องจากมีประโยชน์ในมุมที่สหรัฐฯจะได้ภาษีสินค้านำเข้ามากกว่าเสียภาษีการส่งออก รวมถึงประโยชน์อีกหนึ่งต่อ คือ ราคาสินค้าจากจีนที่เพิ่มสูงขึ้น ทำให้ประชากรสหรัฐฯกลับมาซื้อสินค้าที่ผลิตในประเทศมากขึ้น เพราะราคาที่ถูกกว่าเนื่องจากไม่โดนภาษีนำเข้า ประกอบกับคุณภาพสินค้าที่ใกล้กัน เรียกได้ว่า “คนอเมริกาซื้อของอเมริกาใช้ของอเมริกา”

 

 

กลับมาที่สงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ-จีนกันต่อ หลังจากรู้ว่าทำไมทรัมป์ถึงต้องขึ้นภาษีสินค้าจากจีน ประเด็นดังกล่าวกำลังเดินไปอยู่จุดไหน ต้องดู TimeLine ที่เราจัดทำไว้

– 22 มีนาคม 2561 เป็นวันเริ่มสงครามการค้า หลังทรัมป์ลงนามในคำสั่งประธานาธิบดีที่จะเรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากจีนถึง 1,300 รายการ มูลค่า 50,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยอ้างมาตรา 301 เพราะพฤติกรรมการทำการค้าที่ไม่เป็นธรรมของจีนที่มีต่อสหรัฐฯ

– 27 มีนาคม 2561 จีนเทขายพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ 6 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพื่อตอบโต้สหรัฐฯที่ขู่จะขึ้นภาษีสินค้าจีน ฝั่งสหรัฐฯได้เลื่อนการขึ้นภาษีออกไปอีก 60 วัน ทำให้เราคาดการณ์ว่าสหรัฐฯกำลังประเมินผลกระทบอีกครั้งก่อนการขึ้นภาษีจีน และจีนมีเริ่มท่าทีเจรจากับสหรัฐฯเชื่อว่ามีแต้มต่อมากพอที่จะคุยอีกครั้ง

– 2 เมษายน 2561 จีนประกาศจะขึ้นภาษีสินค้าที่มาจากสหรัฐฯอีก 15-25% ในสินค้า 128 รายการ มูลค่า 3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพื่อเป็นการตอบโต้ที่สหรัฐฯจะขึ้นภาษีสินค้าจีน

– 3 เมษายน 2561 สหรัฐฯจะขึ้นภาษีสินค้าจีนอีก 25% ในสินค้า 1,300 รายการ มูลค่า 5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ให้เหตุผลการจะขึ้นภาษี เพราะเป็นการตอบโต้ที่จีนขโมยทรัพย์สินทางปัญญาของสหรัฐฯ

– 4 เมษายน 2561 จีนโต้กลับทันควัน โดยจะขึ้นภาษีสินค้าจากสินค้า 25% ในสินค้า 106 รายการ มูลค่า 5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

– 5 เมษายน 2561 ทรัมป์ประธานาธิบดีสหรัฐฯขู่จะขึ้นภาษีสินค้าจีน 1 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และจีนประกาศว่าจะตอบโต้สหรัฐฯแบบ “ตาต่อตา ฟันต่อฟัน”

– 20 พฤษภาคม 2561 สหรัฐฯและจีนเริ่มเจรจาการค้าเพื่อหาทางออก ระหว่างนายสตีเว่น เอ็มนูชิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ หารือกับนายหลิว เหอ รองนายกรัฐมนตรีจีน ลดความกังวลของนักลงทุน ซึ่งสองชาติได้ข้อสรุปว่าจะเลิกต่อสู้ในสงครามการค้า รวมถึงจะยุติการใช้มาตรการทางภาษี การตกลงดังกล่าวมีเงื่อนไขว่าหากสหรัฐฯหรือจีนใช้มาตรการขึ้นภาษีการเจรจาจะเป็นโมฆะ

– 6 กรกฎาคม 2561 ทรัมป์ไม่พอในข้อตกลงที่นายสตีเว่น เอ็มนูชิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯทำไว้ จึงสั่งขึ้นภาษีสินค้าที่มาจากจีน 25% ในสินค้า 818 รายการ มูลค่า 3.4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ขณะที่จีนตอบโต้กลับโดยการประกาศขึ้นภาษีสินค้าที่นำเข้าจากสหรัฐฯ 25% ในสินค้า 545 รายการ ทำให้จีนถือว่าการเจรจาที่ผ่านมากับสหรัฐฯเป็นโมฆะ เพราะสหรัฐฯผิดสัญญา

– 7 สิงหาคม 2561 – สหรัฐฯประกาศขึ้นภาษีจีนอีก25% มีผล 23 ส.ค. วงเงิน 1.6 หมื่นล้านดอลลาร์

– 8 สิงหาคม 2561 – จีนประกาศเก็บภาษีสหรัฐฯอีก25% เป็นวงเงิน 1.6 หมื่นล้านดอลลาร์ เป็นสินค้าน้ำมันและรถยนต์

และนี่คือมาตรการระหว่างสหรัฐฯ-จีนที่เกิดขึ้นตั้งแต่เดือน มีนาคม – สิงหาคม 2561 โดยรวมมาตรการที่ผ่านมาทำให้เห็นว่าจีนใช้มาตรการขึ้นภาษีได้ดีกว่าสหรัฐฯ เพราะจีนโจมตีไปที่สินค้าส่งออกเป็นหลักของสหรัฐฯ

 

ไม้ตายก้นหีบของจีนอีก 4 อย่าง

1.กดดันบริษัทสหรัฐฯ
มีหลายวิธีที่จีนเคยทำมาแล้วอย่าง ขึ้นภาษีศุลกากร และกำหนดกฎเกณฑ์ใหม่เพื่อทำให้บริษัทสหรัฐฯทำการค้าได้ยากมากขึ้น

2.โดดเดี่ยวสหรัฐฯ
โดยจีนเดินเกมข้อตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (TPP) ที่ทรัมป์ได้นำสหรัฐฯออกจากข้อตกลงดังกล่าวในวันแรกที่เข้าทำงาน มีแนวโน้มสูงที่สหรัฐฯจะอยู่โดดเดี่ยว
อีกเรื่อง คือ การที่จีนจับมือประเทศที่อยู่ในสมาชิก WTO (องค์การการค้าโลก (World Trade Organization) อย่าง แคนาดา ,สวิตเซอร์แลนด์ ,นอรเวย์ ,ตุรกี ,คอสตาริก้า ,ฮ่องกง ,เวเนซุเอล่า ,สิงคโปร์ ,บราซิล ,เกาหลีใต้ ,เม็กซิโก ,กาต้า ,ไทย ,อินเดีย ,และยุโรป เพื่อที่จะคัดค้านแผนของสหรัฐฯที่จะเก็บภาษีนำเข้า รถยนต์

3.ลดราคาสินค้าของจีน
สามารถทำได้ 2 รูปแบบ
3.1.ลดค่าเงินหยวน เพื่อที่จะทำให้อ่อนลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งการทำแบบนี้จะทำให้ราคาสินค้าส่งออกจีนมีราคาถูกลง สร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน
3.2.การลดภาษีสินค้าของจีนทำให้ราคาสินค้าจีนถูกลงไปอีก

4.ลดการถือครองพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ
ตอนนี้ถืออยู่ที่ระดับ 1.18 ล้านล้านดอลลาร์ ลดลงถือครองไป 5.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งพันธบัตรสหรัฐฯเป็นแหล่งงบประมาณของสหรัฐฯ

คำถามสำคัญว่า “หากจีนเทขายพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ” จะเกิดอะไรขึ้น หากจีนเทขายพันธบัตรออกมามาก ๆ จะทำให้ตลาดการเงินสหรัฐฯปั่นป่วน ทำให้มูลค่าพันธบัตรลดลงมาก ต้นทุนในการกู้ของบริษัทและผู้บริโภคในสหรัฐฯ สูงขึ้น ส่งผลให้เศรษฐกิจสหรัฐฯ ชะลอตัวลงในที่สุด

 

ส่วนสหรัฐฯยังมีมาตรการที่จะใช้หรือที่เรียกว่า “ไม้ตายก้นหีบ” 2 อย่าง การลดราคาสินค้าสหรัฐฯหรือเพิ่มราคาสินค้าจีน

1.การลดราคาสินค้าสหรัฐฯ โดยการลดภาษีในรูปแบบต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับสินค้าที่ผลิตจากประชากรของสหรัฐฯ เพื่อลดต้นทุนการผลิตและขายสินค้าเพื่อที่จะทำให้สินค้าที่มาจากสหรัฐฯสามารถแข่งขันกับประเทศคู่แข่งอย่างจีนได้

2.การเพิ่มราคาสินค้าคู่แข่งที่ขายในสหรัฐฯ หากการลดราคาสินค้าของสหรัฐฯยังได้ผลไม่ดีนัก ก็เพิ่มราคาสินค้าคู่แข่งซักเลย โดยการขึ้นภาษีศุลกากร หรือกำหนดกฎเกณฑ์ใหม่เพื่อทำให้บริษัทจีน ทำธุรกิจในสหรัฐฯยากขึ้น และนี่คือนโยบายที่จะเกิดขึ้นจากสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ-จีน หลังจากนี้

แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ ผลกระทบจากสงครามการค้าได้แก่ แนวโน้มการเลิกจ้างงานในภาคอุตสาหกรรมที่เกี่ยวกับเหล็กและอลูมิเนียมราว 430,00 ตำแหน่ง รวมถึงราคาสินค้าที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นราว 10-25% เนื่องจากเกิดการผลักภาระภาษีให้ผู้บริโภครับไปเต็ม มีกระทบต่อเนื่องทำให้อัตราเงินเฟ้อพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว และเศรษฐกิจสหรัฐฯ-จีนชะลอ รวมถึงในภาพใหญ่เศรษฐกิจโลกหดตัว เพราะว่าสหรัฐฯ-จีนเป็นประเทศผู้นำทางเศรษฐกิจอันดันหนึ่งและสองของโลก

 

กลับมาที่กระทบต่อตลาดหุ้น และตลาดทองคำหากเกิดสงครามการค้าที่ยาวนานเกิน 1 ปี

ตอบผลกระทบในตลาดหุ้นก่อน ระยะสั้นมีแรงเทขาย ระยะกลางมีผลต่อบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ที่ธุรกิจเกี่ยวกับการส่งออก ,นำเข้า ,เหล็กและอลูมิเนียม

ตอบผลกระทบในตลาดทองคำ ราคาทองคำจะตอบรับในมุมบวกระยะสั้นมีโอกาสผันผวนหลังเกิดการเก็งกำไร กลางถึงยาวเป็น Safe Haven และสามารถป้องกันเงินเฟ้อ ซึ่งนักลงทุนหลายท่านคงสงสัยว่า ทำไมราคาทองคำถึงไม่ปรับขึ้น เราตอบได้เลยว่า การลงทุนทองคำตอนนี้ไม่มีได้เพียงสงครามการค้าที่กระทบตลาดตอนนี้ แต่หากยังมี ประเด็นสหรัฐฯ-ตุรกี ,สหรัฐฯ-อิหร่าน ,สหรัฐฯ-ยุโรป ,การแข็งค่าของค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ,แนวโน้มดอกเบี้ยขาขึ้น ,ความต้องการซื้อขายทองคำ ซึ่งปัจจัยที่เรากล่าวมามีผลต่อราคาทองคำนั้นสิ้น

 

ขอขอบคุณข้อมูลดีๆจาก

– Aspen

– bbc news

– bloomberg

– businessinsider

จัดทำโดย

นายธนะเกียรติ ปฐมะพงษ์

E-mail: thanakiat@caf.co.th

นักวิเคราะห์ด้านการลงทุนปัจจัยพื้นฐานสัญญาซื้อขายล่วงหน้า

ตำแหน่งนักวิเคราะห์อาวุโส

บริษัทหลักทรัพย์ที่ปรึกษาการลงทุน คลาสสิก ออสสิริส จำกัด