บริษัทหลักทรัพย์ที่ปรึกษาการลงทุน คลาสสิก ออสสิริส จำกัด

เก็งกับการประชุม FOMC ม.ค. 65

เก็งกับการประชุม FOMC ม.ค. 65

เผยแพร่เมื่อ วันพฤหัสบดีที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2565


สัปดาห์หน้า (24-28 ม.ค. 65) นักลงทุนกำลังจะเจอการประชุม FOMC การประชุมที่จะกำหนดนโยบายการเงินของสหรัฐฯ มาพร้อมกับความกังวลของนักลงทุนที่คาดการณ์ว่าการประชุม FOMC จะลด QE และส่งสัญญาณขึ้นดอกเบี้ย เราจึงมีคำถามว่าอะไรคือปัจจัยกดดันให้คณะกรรมการ FOMC ส่งสัญญาณขึ้นดอกเบี้ย

เราคาดการณ์ว่าปัจจัยกดดันใน การประชุม FOMC เดือน ม.ค. 65 ให้ส่งสัญญาณขึ้นดอกเบี้ย เพราะอัตราเงินเฟ้อของสหรัฐฯที่เพิ่มขึ้นแตะ 7.04% เผื่อใครยังไม่รู้ว่า เงินเฟ้อ คืออะไร เราขออธิบายว่า เป็นภาวะเศรษฐกิจที่ระดับราคาสินค้าและบริการมีแนวโน้มสูงขึ้นต่อเนื่อง หรือหากพิจารณาจากค่าของเงิน “เงินเฟ้อ” หมายถึง ภาวะเศรษฐกิจที่ค่าเงินมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง กระทบต่อการซื้อของชิ้นเดิมนั้นต้องใช้เงินมากกว่าเดิม 

กลับมาที่อัตราเงินเฟ้อของสหรัฐฯในเดือน ธ.ค. 64 พุ่งแตะ 7.04% นำโดยการปรับขึ้นของราคาสินค้า พลังงานปรับขึ้นถึง 29.3% ส่วนอาหารและเครื่องดื่มขึ้นเพียง 6.3% ขณะที่เจาะลึกในหมวดอาหารของสหรัฐฯนำโดย เนื้อวัวเพิ่ม 20.1%  ,เนื้อหมูเพิ่ม 14.1% ,ไข่ไก่ขึ้น 11.6% และเนื้อไก่พุ่ง 8.8% รวมผลกระทบจากห่วงโซ่อุปทานหรือที่ใครหลายคนเรียกว่า (Supply Chain) นับการจัดหาวัตถุดิบ การผลิต การขนส่ง ไปจนถึงการส่งมอบสินค้าหรือบริการไปยังลูกค้า ปัจจุบันสหรัฐฯขาดคนในภาคการขนส่งทำให้จัดหาสินค้าไม่ได้ตามความต้องการของประชากรจึงดันราคาสินค้าให้เพิ่มสูงขึ้น

แต่เงินเฟ้อที่ร้อนแรงเป็นเงื่อนไขสำคัญของธนาคารกลางสหรัฐฯต้องปรับขึ้นดอกเบี้ย เพื่อลดความร้อนแรงของเงินเฟ้อ โดยหุ้นที่เรามองว่า จะหาประโยชน์จากสถานการณ์นี้ คือ หุ้นกลุ่มธนาคาร เนื่องจากแนวโน้มดอกเบี้ยของสหรัฐฯขาขึ้นรอบนี้ จะกระทบต่อนโยบายการเงินทั่วโลก มีโอกาสที่ธนาคารกลางของประเทศต่างๆ ปรับขึ้นตาม จึงเป็นผลบวกต่อหุ้นกลุ่มธนาคาร ดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้น จูงใจให้ธนาคารทำโปรโมชั่นเพื่อดึงเงินฝากจากประชาชน โดยประชาชนจะได้ประโยชน์จากดอกเบี้ยในการฝากเงิน และธนาคารเองจะมีวงเงินในการปล่อยเงินกู้เพิ่มขึ้น

เราอยากให้ลองคิดตามว่า ธนาคารจะจ่ายดอกเบี้ยเงินฝากราวๆ 1-2% 9 ต่อปี แต่ธนาคารจะปล่อยกู้กับ ลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี ประเภทเงินกู้แบบมีระยะเวลา (Minimum Loan Rate) 5.47% ต่อปี ,ลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี ประเภทเงินเบิกเกินบัญชี (Minimum Overdraft Rate) 5.84% ต่อปี , และลูกค้ารายย่อยชั้นดี (Minimum Retail Rate) 5.97% ต่อปี

จากวิธีนี้จะเห็นภาพ ธนาคารจะได้เงินระยะสั้น (เงินฝาก) ไปปล่อยกู้ระยะยาว ทำให้ธนาคารจ่ายดอกเบี้ยเงินฝากเพียง 1-2% ต่อปี แต่การปล่อยกู้ได้ดอกเบี้ยราว 5-6% ต่อปี ส่วนต่างที่ธนาคารจะได้ราว 3- 4% และนี่ยังไม่รวมค่าธรรมเนียมที่ธนาคารจะได้

เราจึงแนะนำเข้าในหุ้น SCB เพราะได้รับปัจจัยบวกจากแนวโน้มดอกเบี้ยขาขึ้น ประกอบกับการเคลื่อนไหวของราคา SCB เป็น Sideway กรอบ 120-135 บาท การเคลื่อนไหวต่างจากหุ้นธนาคารอื่นๆ หากสนใจซื้อ SCB แนะนำ Long 122-124 บาท ส่วนเป้าการทำกำไรบริเวณ 130-135 บาท และมีจุด Stop Loss 120 บาท

เปิดบัญชี TFEX
รับสิทธิพิเศษทันที !!

บทความที่เกี่ยวข้อง

Array
(
)
		
Array
(
    [sesCAFXXSLAT] => 1653037121
    [CAFXSI18NX] => th
    [_csrf] => d1673e7fa809310d50855c569b2fb3d5
    [CAFXSFEREF] => https://www.caf.co.th/article/analyze-scb-stock-2022.html
)
		
Array
(
    [content] => analyze-scb-stock-2022
)
		
Array
(
)