บริษัทหลักทรัพย์ที่ปรึกษาการลงทุน คลาสสิก ออสสิริส จำกัด

กลุ่มไฟแนนซ์...ทำไมแนวโน้มราคาถึงต่างกัน?

กลุ่มไฟแนนซ์...ทำไมแนวโน้มราคาถึงต่างกัน?

เผยแพร่เมื่อ วันพฤหัสบดีที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563


ผ่านไปแล้วเกือบ 2 เดือนสำหรับปี 2563 ท่ามกลางความกังวลการชะลอตัวทางเศรษฐกิจทั้งไทยและต่างประเทศ จากประเด็นไวรัสโคโรนาหรือโควิด-19 (Covid-19) ที่ผ่านไปเพียงแค่เดือนเดียวแต่มีผู้ติดเชื้อกว่า 75,199 ราย ผู้เสียชีวิตทะลุ 2,000 ราย ในด้านเศรษฐกิจ หน่วยงานต่างๆคาดว่าโควิด-19 จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจจีนรวมถึงนานาประเทศเป็นมูลค่ามหาศาล และเป็นปัจจัยสำคัญที่เร่งให้เกิดการชะลอตัวทางเศรษฐกิจให้เร็วขึ้น

ทางธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เห็นถึงผลกระทบดังกล่าว ก็ไม่รอช้าที่จะสร้างความหวังในการกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการตัดสินใจลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายเหลือ 1% ในการประชุม กนง. เมื่อวันที่ 5 ก.พ. ที่ผ่านมา โดยให้เหตุผลในการลดดอกเบี้ยนโยบายครั้งนี้ว่า “เศรษฐกิจไทยมีความเสี่ยงที่ 5 อย่าง” ที่จะทำให้แนวโน้มการขยายตัวปี 63 ต่ำกว่าประมาณการเดิม ได้แก่

  1. โควิด-19 ที่กระทบต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยว
  2. การกีดกันทางการค้าระหว่างประเทศที่เป็นคู่ค้าสำคัญของไทย
  3. งบประมาณปี 63 ล่าช้า ทำให้การสนับสนุนอาจจะไม่เต็มที่
  4. ภัยแล้งที่กระทบภาคการเกษตรซึ่งมีสัดส่วนแรงงานราว 40% ของแรงงานทั้งประเทศ
  5. ภาคครัวเรือนที่รายได้มีแนวโน้มชะลอลง กับปัญหาหนี้ครัวเรือน ทำให้สภาพคล่องการใช้จ่ายโดยรวมของภาคครัวเรือนมีแนวโน้มชะลอลง

การที่ ธปท. ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงเหลือ 1% นั้น ส่งผลบวกต่อราคาหุ้นกลุ่มไฟแนนซ์ (Fin) ทั้ง AEONTS, KTC, MTC และ SAWAD ซึ่งหุ้นไฟแนนซ์ทั้ง 4 รายนี้มีการปรับตัวขึ้นมารับข่าวในวันที่ประกาศลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย เนื่องจากนักลงทุนเชื่อมั่นว่าการที่ดอกเบี้ยนโยบายต่ำลงจะส่งผลให้ความต้องการใช้เงินหรือกู้เงินเพิ่มขึ้นนั่นเอง

อย่างไรก็ตาม ราคาหุ้น MTC และ SAWAD ที่ปรับตัวขึ้นสะท้อนข่าวการลดดอกเบี้ยของ กนง. เมื่อหมดปัจจัยบวกก็เริ่มอ่อนตัวลงเปลี่ยนแนวโน้มเป็นขาลงตั้งแต่วันจันทร์ที่ผ่านมา แต่อีกด้านหนึ่ง AEONTS และ KTC แม้จะแกว่งตัวลงมาเล็กน้อยตาม Sentiment แต่ราคายังอยู่ในแนวโน้มขาขึ้น...เพราะอะไรจึงเป็นแบบนั้น วันนี้ CAF จะมาอธิบายให้ท่านเห็นภาพชัดขึ้น

ความแตกต่างด้านธุรกิจ สาเหตุสำคัญที่ทำให้ทิศทางราคาต่างกัน

จากการวิเคราะห์พบว่า ลักษณะการประกอบธุรกิจและโครงสร้างรายได้ทั้ง 4 บริษัทมีความแตกต่างกัน โดย AEONTS และ KTC เน้นธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคลและบัตรเครดิต แต่ MTC และ SAWAD เน้นธุรกิจสินเชื่อทะเบียนรถและสินเชื่อเช่าซื้อ เราวิเคราะห์ปัจจัยที่เข้ามากระทบได้ ดังนี้

การที่เศรษฐกิจมีแนวโน้มชะลอตัวลง แน่นอนว่าเป็นปัญหาและกระทบกับธุรกิจไฟแนนซ์ เนื่องจากคนทั่วไปจะเริ่มตระหนักถึงการประหยัดมากขึ้น และลดการเป็นหนี้ให้น้อยลง แต่สำหรับ AEONTS ที่เน้นธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคล และ KTC ที่เน้นทำธุรกิจบัตรเครดิตนั้น ได้รับผลกระทบระดับหนึ่งแต่ไม่มากเท่ากับ MTC และ SAWAD ที่เน้นธุรกิจสินเชื่อทะเบียนรถและสินเชื่อเช่าซื้อ

สาเหตุที่ผลกระทบต่างกัน เนื่องจาก ธุรกิจบัตรเครดิตที่เป็นจุดขายของ AEONTS และ KTC ยังสามารถไปต่อได้ เพราะบัตรเครดิตเป็นสิ่งที่คนทั่วไปเข้าถึงได้ง่ายกว่า ใช้ง่ายกว่าในการจ่ายเงินซื้อสินค้าและบริการ แม้ไม่มีความจำเป็นแต่การใช้บัตรเครดิตก็เป็นวิธีในการบริหารเงินในกระเป๋าอีกวิธีหนึ่ง ทำให้ธุรกิจบัตรเครดิตมีโอกาสได้รับผลกระทบไม่มากเมื่อเทียบกับธุรกิจสินเชื่อทะเบียนรถ

สำหรับธุรกิจสินเชื่อทะเบียนรถและสินเชื่อเช่าซื้อของ MTC และ SAWAD ที่การใช้บริการเข้าถึงยากกว่า เนื่องจากขั้นตอนการขอสินเชื่อจะต้องมีหลักประกัน ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ รถจักรยานยนต์ รถเพื่อการเกษตร หรือแม้กระทั่งใช้ที่ดินเป็นหลักประกัน และในภาวะหนี้ครัวเรือนอยู่ในระดับที่สูงถึง 80% ของ GDP ทำให้การขอใช้บริการสินเชื่อประเภทนี้มีแนวโน้มลดลง

นอกจากนี้ MTC และ SAWAD มีสัดส่วนรายได้บางส่วนมาจากเกษตรกร การเกิดปัญหาภัยแล้งและทำให้ผลผลิตทางการเกษตรลดลง รายได้ของเกษตรกรก็มีแนวโน้มลดลงตาม อาจทำให้เกิดการผิดนัดชำระหนี้และส่งผลให้รายได้จากดอกเบี้ยทั้ง 2 บริษัทในปีนี้มีโอกาสไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้

การลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายของ ธปท. แม้เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจและทำให้ประชาชนมีความต้องการใช้เงินมากขึ้น แต่ระดับหนี้ครัวเรือนที่สูงจนเกือบติดเพดาน ส่งผลให้คนส่วนใหญ่ไม่กล้ากู้หนี้หรือขอสินเชื่อระยะยาว จึงทำให้ธุรกิจสินเชื่อทะเบียนรถของ MTC และ SAWAD มีแนวโน้มของรายได้ลดลง

ส่วนหนี้สินที่เกิดจากบัตรเครดิตหรือสินเชื่อส่วนบุคคลของฝั่ง AEONTS และ KTC มักเป็นสินเชื่อระยะสั้น หรือเป็นสินเชื่อที่เกี่ยวกับการใช้จ่ายเพื่อซื้อสินค้าและบริการ ซึ่งมีความเสี่ยงต่ำกว่า บริหารได้ง่ายกว่า มีดอกเบี้ยต่ำกว่าหากชำระหนี้ตามเวลาที่กำหนด เราจึงคาดว่าผลกระทบจากปัจจัยลบต่างๆจะค่อนข้างจำกัดกับธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคลและบัตรเครดิต

โดยสรุป ธุรกิจของ MTC และ SAWAD ที่ในปัจจุบันมีความเสี่ยงมากกว่า AEONTS และ KTC ทั้งในแง่ของความยาก-ง่ายในการเข้าถึงการใช้บริการ ปัจจัยที่เข้ามากระทบอย่างหนี้ครัวเรือนที่เกือบติดเพดาน และภัยแล้งที่เป็นหนึ่งในความกังวลต่อเศรษฐกิจของไทยในภาคการเกษตร ที่เป็นสาเหตุหลักด้านปัจจัยพื้นฐานที่ทำให้แนวโน้มราคาหุ้นทั้ง 4 บริษัทมีทิศทางของราคาต่างกัน

หากวิเคราะห์จากภาพทางเทคนิค จะเห็นว่า MTC และ SAWAD ที่เป็นขาขึ้นอย่างต่อเนื่องมีการหักหัวลงมาในช่วงตั้งแต่ต้นสัปดาห์นี้ ในทางตรงข้าม AEONTS และ KTC ที่เป็นขาลงอย่างต่อเนื่อง เริ่มกลับมาผงกหัวขึ้นเล็กน้อย ทั้งนี้ เราจะต้องติดตามและวิเคราะห์ปัจจัยประกอบที่สำคัญอีกหนึ่งสิ่ง ก็คือ ผลประกอบการรายไตรมาสในปี 63 ว่าจะออกมาเป็นอย่างไร แนวโน้มรายได้และกำไรสุทธิของ 4 บริษัทจะออกมาทิศทางไหน เพื่อนำไปใช้กำหนดกลยุทธ์การซื้อขาย Single Stock Futures กลุ่มไฟแนนซ์ในลำดับต่อไป

สำหรับท่านที่สนใจซื้อขาย Single Stock Futures กลุ่มไฟแนนซ์ ฝากหลักประกันเพียง.....

  • AEONTS เริ่มต้น 20,710 บาทต่อสัญญา และ Block Trade ขั้นต่ำ 20 สัญญา
  • KTC เริ่มต้น 4,066 บาทต่อสัญญา และ Block Trade ขั้นต่ำ 100 สัญญา
  • MTC เริ่มต้น 6,650 บาทต่อสัญญา และ Block Trade ขั้นต่ำ 100 สัญญา
  • SAWAD เริ่มต้น 6,650 บาทต่อสัญญา และ Block Trade ขั้นต่ำ 20 สัญญา
เปิดบัญชี TFEX
รับสิทธิพิเศษทันที !!
Array
(
)
		
Array
(
    [sesCAFXXSLAT] => 1606193931
    [CAFXSI18NX] => th
    [_csrf] => f6090e8349e0ee281e9ab31160334d4a
    [CAFXSFEREF] => https://www.caf.co.th/article/finance-why-is-the-price-trend-different.html
)
		
Array
(
    [content] => finance-why-is-the-price-trend-different
)
		
Array
(
)