บริษัทหลักทรัพย์ที่ปรึกษาการลงทุน คลาสสิก ออสสิริส จำกัด

เจาะลึกทองคำโลก Q4/69 เปิดเกมราคา จับตาปัจจัยสำคัญ ก่อนเข้าสู่ไตรมาสสุดท้าย

เจาะลึกทองคำโลก Q4/69 เปิดเกมราคา จับตาปัจจัยสำคัญ ก่อนเข้าสู่ไตรมาสสุดท้าย

เผยแพร่เมื่อ วันพฤหัสบดีที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2569


ทิศทาง ปัจจัยขับเคลื่อน และคาดการณ์ราคาทองคำจากสถาบันการเงินชั้นนำทั่วโลก

ทบทวนเส้นทางราคาทองคำตลอดปี 2569

ไตรมาส 1 จุดพีคประวัติศาสตร์

           ตลาดทองคำเปิดปี 2569 ด้วยแรงซื้อที่ร้อนแรงต่อเนื่องจากปีก่อนหน้าที่ทองคำปรับตัวขึ้นแล้วกว่า 64.55% ความกังวลด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่สูงขึ้น ประกอบกับกิจกรรมเก็งกำไรในตลาดออปชันที่หนาแน่น ผลักดันให้ราคาทองคำโลกพุ่งขึ้นทำจุดสูงสุดเป็นประวัติการณ์เหนือระดับ 5,595 ดอลลาร์ต่อออนซ์ในช่วงปลายเดือนมกราคม ซึ่งเป็นระดับที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประวัติศาสตร์ตลาดทองคำ สะท้อนความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัยที่พุ่งสูงขึ้นท่ามกลางความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและการเมืองโลก

ไตรมาส 2 การปรับฐานครั้งใหญ่หลุด 4,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์

          หลังจากทำจุดสูงสุดในเดือนมกราคม ตลาดทองคำเผชิญแรงเทขายทำกำไรอย่างรุนแรง โดยราคาทองคำร่วงลงถึง 14.22% ในไตรมาส 2 ส่งผลให้ราคาหลุดระดับ 4,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ภายในเวลาเพียง 5 เดือนหลังจากทำจุดสูงสุด ปัจจัยกดดันหลักมาจากการคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ อาจไม่เร่งลดดอกเบี้ยเร็วอย่างที่ตลาดคาดการณ์ไว้ก่อนหน้า ประกอบกับแรงขายทำกำไรของนักลงทุนระยะสั้นหลังราคาขึ้นแรงเกินไปในช่วงต้นปี

ไตรมาส 3 การสร้างฐานและแกว่งตัวผันผวน

          เข้าสู่ไตรมาส 3 ตลาดทองคำเริ่มสร้างฐานราคาใหม่ในกรอบประมาณ 4,000-4,400 ดอลลาร์ต่อออนซ์ โดยยังคงมีความผันผวนรายวันค่อนข้างสูง ข้อมูล ณ กลางเดือนกันยายน 2569 ราคาทองคำโลก (Spot Gold) เคลื่อนไหวอยู่ในกรอบประมาณ 3,959-4,697 ดอลลาร์ต่อออนซ์ รับแรงซื้อจากธนาคารกลางทั่วโลกและนักลงทุนสถาบันระยะยาวยังคงเป็นปัจจัยช่วยจำกัดความเสี่ยงด้านขาลง แม้ราคาจะยังไม่สามารถกลับไปทดสอบจุดสูงสุดเดิมได้

 

วิเคราะห์แนวโน้มราคาทองคำไตรมาส 4 ปี 2569

จุดเปลี่ยนสำคัญระหว่างดอกเบี้ยขาขึ้นกับแรงซื้อเชิงโครงสร้าง

          เมื่อเข้าสู่ไตรมาส 4 ปี 2569 ตลาดทองคำกำลังยืนอยู่บนจุดเปลี่ยนสำคัญ โดยรายงาน Gold Mid-Year Outlook 2026 ของ World Gold Council ประเมินว่า หากสภาพแวดล้อมเศรษฐกิจมหภาคไม่เปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ ราคาทองคำอาจเคลื่อนไหวประมาณ ±5% จากระดับ 4,100 ดอลลาร์ หรือคิดเป็นกรอบประมาณ 3,895–4,305 ดอลลาร์ต่อออนซ์ในช่วงครึ่งหลังของปี

          อย่างไรก็ตาม ราคาทองคำในเดือนกันยายนขยับสูงกว่าขอบบนของกรอบดังกล่าวแล้ว สะท้อนว่าสภาพแวดล้อมจริงมีความแตกต่างจากสมมติฐานที่จัดทำไว้เมื่อเดือนกรกฎาคม โดยเฉพาะการเร่งตัวของเงินเฟ้อ ความผันผวนของราคาน้ำมัน และการเปลี่ยนทิศทางนโยบายของ Fed

 

1. Fed กลับมาขึ้นดอกเบี้ยแรงกดดันสำคัญที่สุด

          ปัจจัยที่มีน้ำหนักมากที่สุดต่อทองคำในไตรมาส 4 คือทิศทางนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ ในเดือนกันยายน Fed ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% สู่กรอบ 3.75–4.00% นับเป็นการขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกในรอบประมาณ 3 ปี หลังเงินเฟ้อกลับมาเร่งตัวจากราคาพลังงาน ราคาสินค้านำเข้า และอุปสงค์ภายในประเทศที่ยังแข็งแกร่ง

          สถาบันการเงินหลายแห่งจึงปรับมุมมองจากเดิมที่คาดว่า Fed จะลดดอกเบี้ย มาเป็นการคาดการณ์ว่าอาจมีการขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติมในช่วงที่เหลือของปี

         การขึ้นดอกเบี้ยส่งผลลบต่อทองคำ เนื่องจากทองคำเป็นสินทรัพย์ที่ไม่มีผลตอบแทนในรูปดอกเบี้ย เมื่อตราสารหนี้ให้ผลตอบแทนสูงขึ้น ต้นทุนค่าเสียโอกาสในการถือครองทองคำก็เพิ่มขึ้น

         อย่างไรก็ตาม ตัวแปรที่ต้องจับตามากกว่าดอกเบี้ยนโยบายเพียงอย่างเดียวคือ “อัตราผลตอบแทนที่แท้จริง” หรือ Real Yield

          หาก Fed ขึ้นดอกเบี้ยพร้อมกับ Real Yield เพิ่มขึ้น จะเป็นแรงกดดันต่อทองคำอย่างชัดเจน แต่หากเงินเฟ้อคาดการณ์เพิ่มขึ้นเร็วกว่าผลตอบแทนพันธบัตร Real Yield อาจไม่ปรับขึ้นมาก และทองคำอาจยังรักษาระดับราคาไว้ได้ ดังนั้น ประเด็นสำคัญในไตรมาส 4 ไม่ใช่เพียงว่า Fed จะขึ้นดอกเบี้ยอีกหรือไม่ แต่ต้องติดตามว่า Real Yield จะเพิ่มขึ้นมากเพียงใดด้วย

 

2. เงินเฟ้อและราคาน้ำมัน ส่งผลต่อทองคำสองด้าน

         ราคาน้ำมันและเงินเฟ้อจะเป็นอีกหนึ่งตัวแปรสำคัญ โดยเฉพาะเมื่อความขัดแย้งในตะวันออกกลางส่งผลกระทบต่อเส้นทางขนส่งและต้นทุนพลังงานโลก

ในระยะแรก ราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นอาจส่งผลลบต่อทองคำ เพราะทำให้เงินเฟ้อสูงขึ้นและเพิ่มโอกาสที่ Fed จะขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติม ส่งผลให้ Bond Yield และดอลลาร์แข็งค่า

         แต่หากราคาพลังงานสูงต่อเนื่องจนกระทบการบริโภค การลงทุน และการเติบโตทางเศรษฐกิจ ความเสี่ยงของภาวะ Stagflation หรือเศรษฐกิจชะลอตัวพร้อมเงินเฟ้อสูงจะเพิ่มขึ้น ซึ่งโดยทั่วไปเป็นสภาพแวดล้อมที่สนับสนุนทองคำ ซึ่งผลกระทบจากราคาน้ำมันจึงแบ่งเป็นสองช่วง ได้แก่

2.1 ระยะแรก เงินเฟ้อสูงขึ้นและ Fed เข้มงวดมากขึ้น เป็นลบต่อทองคำ

2.2 ระยะถัดมา เศรษฐกิจชะลอตัวและความเสี่ยง Stagflation เพิ่มขึ้น เป็นบวกต่อทองคำ

 

3. เงินดอลลาร์ยังเป็นแรงกดดัน แต่ความสัมพันธ์เริ่มซับซ้อนขึ้น

        ตามปกติ ราคาทองคำและเงินดอลลาร์มีความสัมพันธ์ในทิศทางตรงกันข้าม เมื่อดอลลาร์แข็งค่า ทองคำซึ่งซื้อขายในสกุลดอลลาร์จะแพงขึ้นสำหรับนักลงทุนที่ถือเงินสกุลอื่น ส่งผลให้ความต้องการลดลง

        แนวโน้มดอกเบี้ยขาขึ้นของสหรัฐฯ จึงมีโอกาสสนับสนุนเงินดอลลาร์และกดดันราคาทองคำในไตรมาส 4

        อย่างไรก็ตาม ในช่วงที่ตลาดเผชิญความเสี่ยงเชิงระบบ นักลงทุนอาจถือทั้งเงินดอลลาร์และทองคำพร้อมกัน โดยดอลลาร์ทำหน้าที่เป็นสินทรัพย์สภาพคล่องสูงในระยะสั้น ขณะที่ทองคำทำหน้าที่รักษามูลค่าทรัพย์สินในระยะยาว

         ความสัมพันธ์ผกผันระหว่างทองคำกับดอลลาร์จึงอาจอ่อนตัวลงชั่วคราว แต่หากเกิดภาวะที่ดอลลาร์แข็งค่าและ Real Yield เพิ่มขึ้นพร้อมกัน ราคาทองคำยังมีความเสี่ยงปรับฐานอย่างมีนัยสำคัญ

 

4. แรงซื้อของธนาคารกลางช่วยสร้างฐานราคา

          แรงซื้อทองคำจากธนาคารกลางยังเป็นปัจจัยสนับสนุนเชิงโครงสร้างที่สำคัญ โดยเฉพาะธนาคารกลางของประเทศตลาดเกิดใหม่ที่ต้องการกระจายทุนสำรองออกจากเงินดอลลาร์และพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ

          Goldman Sachs ประเมินว่าธนาคารกลางอาจซื้อทองคำเฉลี่ยประมาณ 60 ตันต่อเดือนในปี 2569 ขณะที่ข้อมูลของ World Gold Council พบว่า การซื้อสุทธิของธนาคารกลางชะลอลงในไตรมาสแรก ก่อนฟื้นตัวเป็นประมาณ 289 ตันในไตรมาส 2

          แรงซื้อของธนาคารกลางอาจไม่สามารถผลักดันให้ราคาทองคำขึ้นได้ทันที แต่ช่วยดูดซับอุปทานในตลาดและจำกัดความรุนแรงของแรงขาย โดยเฉพาะเมื่อราคาปรับตัวลงเข้าสู่ระดับที่ธนาคารกลางมองว่าเหมาะสมสำหรับการสะสมทุนสำรอง

อย่างไรก็ตาม หากการซื้อของธนาคารกลางชะลอลงพร้อมกับเงินทุนไหลออกจากกองทุน ETF ทองคำ ฐานรองรับราคาจะอ่อนแอลงอย่างมีนัยสำคัญ
 

5. กระแสเงินทุน ETF จะเป็นตัวกำหนดแรงส่งของตลาด

         แรงซื้อของธนาคารกลางช่วยสร้างฐานราคา แต่การเคลื่อนไหวขึ้นอย่างรวดเร็วของทองคำมักต้องอาศัยเงินทุนจากนักลงทุนสถาบันและกองทุน ETF เข้ามาสนับสนุนเพิ่มเติม

ในไตรมาส 2 กองทุน ETF ทองคำเผชิญเงินทุนไหลออกบางส่วน หลังแนวโน้มดอกเบี้ยเปลี่ยนไปในทิศทางเข้มงวดมากขึ้น ขณะที่นักลงทุนลดสถานะเก็งกำไรหลังราคาทองคำปรับขึ้นแรงในช่วงต้นปี

          หากไตรมาส 4 เกิดเงินทุนไหลเข้ากองทุน ETF พร้อมกับการซื้อของธนาคารกลาง จะเป็นสัญญาณว่าความต้องการทองคำกำลังขยายจากแรงซื้อเชิงโครงสร้างไปสู่นักลงทุนสถาบัน และอาจสนับสนุนให้ราคากลับไปทดสอบระดับ 4,500 ดอลลาร์ได้

ในทางกลับกัน หาก ETF ยังมีเงินทุนไหลออก แม้ธนาคารกลางจะซื้อทองคำต่อเนื่อง ราคาทองคำอาจเคลื่อนไหวในลักษณะสร้างฐานมากกว่าจะเข้าสู่แนวโน้มขาขึ้นรอบใหม่
 

6. ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ยังสนับสนุน Safe-Haven Demand

         สถานการณ์ในตะวันออกกลาง ความขัดแย้งตามเส้นทางขนส่งพลังงาน และความตึงเครียดระหว่างประเทศมหาอำนาจ ยังคงเป็นปัจจัยสนับสนุนความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัย

อย่างไรก็ตาม ข่าวภูมิรัฐศาสตร์จะส่งผลต่อราคาทองคำอย่างยั่งยืนก็ต่อเมื่อกระทบต่อระบบเศรษฐกิจจริง เช่น ทำให้ราคาน้ำมันเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง กระทบเส้นทางขนส่งสินค้าและพลังงาน ทำให้เงินเฟ้อสูงขึ้น เพิ่มความเสี่ยงต่อระบบการเงิน ทำให้นักลงทุนลดการถือครองสินทรัพย์เสี่ยง หากเป็นเพียงเหตุการณ์ชั่วคราวและไม่กระทบเศรษฐกิจ ราคาทองคำอาจปรับขึ้นจากแรงซื้อระยะสั้นก่อนถูกขายทำกำไรภายหลัง
 

7. การเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ เพิ่มความไม่แน่นอนทางการเมือง

          การเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ ในเดือนพฤศจิกายนจะเป็นเหตุการณ์สำคัญของไตรมาส 4 เนื่องจากผลการเลือกตั้งอาจเปลี่ยนดุลอำนาจในสภาคองเกรส และส่งผลต่อนโยบายการคลัง ภาษี การใช้จ่ายภาครัฐ และเพดานหนี้

          ก่อนการเลือกตั้ง ความไม่แน่นอนทางการเมืองอาจช่วยสนับสนุนความต้องการทองคำ แต่หลังทราบผล หากตลาดประเมินว่านโยบายรัฐบาลจะมีเสถียรภาพมากขึ้น ความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัยอาจลดลงและทำให้ทองคำเข้าสู่ช่วงพักฐาน

          ในทางกลับกัน หากผลเลือกตั้งนำไปสู่ภาวะรัฐบาลแบ่งขั้ว ความขัดแย้งด้านงบประมาณ หรือความเสี่ยง Government Shutdown ความกังวลเกี่ยวกับฐานะการคลังของสหรัฐฯ อาจกลับมาเป็นแรงหนุนต่อทองคำ
 

8. หนี้สาธารณะและตลาดพันธบัตรสหรัฐฯ

          ภาระหนี้สาธารณะและการขาดดุลงบประมาณของสหรัฐฯ เป็นปัจจัยระยะยาวที่ตลาดทองคำให้ความสำคัญมากขึ้น

หากกระทรวงการคลังต้องออกพันธบัตรจำนวนมากเพื่อรองรับการขาดดุลงบประมาณ อุปทานพันธบัตรที่เพิ่มขึ้นอาจดัน Bond Yield ระยะยาวให้สูงขึ้น ซึ่งในระยะแรกเป็นแรงกดดันต่อทองคำ

         แต่หาก Yield เพิ่มขึ้นจากความกังวลเกี่ยวกับวินัยการคลัง ความน่าเชื่อถือของรัฐบาล หรือความสามารถในการบริหารหนี้ นักลงทุนบางส่วนอาจกระจายเงินออกจากพันธบัตรและเข้าถือทองคำ เนื่องจากทองไม่มีความเสี่ยงด้านคู่สัญญา

ดังนั้น Bond Yield ที่เพิ่มขึ้นไม่ได้เป็นลบต่อทองคำทุกกรณี ต้องวิเคราะห์ว่ายีลด์ขึ้นเพราะเศรษฐกิจแข็งแกร่ง หรือขึ้นเพราะความเสี่ยงทางการคลัง
 

9. ความต้องการจากจีนและตลาดเอเชีย

          ตลาดเอเชียมีบทบาทต่อกระบวนการกำหนดราคาทองคำเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน โดยเฉพาะจีนซึ่งมีแรงซื้อจากทั้งธนาคารกลาง กองทุน ETF และนักลงทุนรายย่อย

หากตลาดอสังหาริมทรัพย์และตลาดหุ้นจีนยังอ่อนแอ นักลงทุนจีนอาจเพิ่มการถือครองทองคำเพื่อรักษามูลค่าทรัพย์สิน แต่หากเศรษฐกิจชะลอตัวรุนแรงจนกระทบรายได้ครัวเรือน ความสามารถในการซื้อทองคำจริงและเครื่องประดับอาจลดลงได้เช่นกัน

ตัวชี้วัดสำคัญที่ควรติดตามประกอบด้วยยอดซื้อของธนาคารกลางจีน กระแสเงินทุน ETF จีน และส่วนต่างราคาระหว่างตลาดเซี่ยงไฮ้กับตลาดโลก
 

10. ค่าเงินบาทจะกำหนดทิศทางราคาทองไทย

           สำหรับนักลงทุนไทย นอกจากราคาทองคำโลกแล้ว ต้องติดตามค่าเงินบาทอย่างใกล้ชิด เนื่องจากราคาทองคำไทยได้รับผลกระทบจากทั้ง Gold Spot และอัตราแลกเปลี่ยน USD/THB

          หาก Fed ขึ้นดอกเบี้ยและดอลลาร์แข็งค่า เงินบาทอาจอ่อนค่าลง ทำให้ราคาทองไทยลดลงน้อยกว่าราคาทองโลก หรืออาจปรับขึ้นได้แม้ Gold Spot ไม่เปลี่ยนแปลงมาก

ในทางกลับกัน หากทองโลกปรับขึ้นแต่เงินบาทแข็งค่า ผลตอบแทนของทองคำในประเทศอาจต่ำกว่าการเพิ่มขึ้นของราคาทองโลก
 

ฉากทัศน์ราคาทองคำไตรมาส 4 ปี 2569

1.กรณีบวก 4,500–5,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์

          มีโอกาสเกิดขึ้นหากความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์รุนแรงขึ้น เศรษฐกิจสหรัฐฯ ชะลอตัว Bond Yield ลดลง ตลาดเริ่มคาดว่า Fed จะหยุดขึ้นดอกเบี้ย และมีเงินทุนไหลกลับเข้าสู่กองทุน ETF ทองคำ การขึ้นใกล้ 5,000 ดอลลาร์จำเป็นต้องมีแรงกระตุ้นที่ชัดเจน เช่น ความเสี่ยงเศรษฐกิจถดถอย วิกฤตทางการเงิน หรือเหตุการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ที่กระทบเศรษฐกิจโลกอย่างมีนัยสำคัญ

2.กรณีฐาน 4,100–4,500 ดอลลาร์ต่อออนซ์

          Fed ขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติมในระดับจำกัด เศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังขยายตัวได้ เงินเฟ้อยังสูงแต่ไม่เร่งตัวรุนแรง ขณะที่แรงซื้อของธนาคารกลางและตลาดเอเชียช่วยพยุงราคา

ราคาทองคำมีแนวโน้มแกว่งตัวผันผวนและสร้างฐาน โดยยังไม่สามารถกลับไปทดสอบจุดสูงสุดเดิมได้

3.กรณีลบ 3,800–4,080 ดอลลาร์ต่อออนซ์

          เกิดขึ้นได้หาก Fed ขึ้นดอกเบี้ยมากกว่าที่ตลาดคาด Real Yield และดอลลาร์เพิ่มขึ้นพร้อมกัน กองทุน ETF มีเงินทุนไหลออก และความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ลดลง หากราคาหลุดระดับ 4,080 ดอลลาร์อย่างต่อเนื่อง ตลาดอาจกลับไปทดสอบพื้นที่ 3,900–4,000 ดอลลาร์ ซึ่งเป็นบริเวณฐานราคาสำคัญจากช่วงปลายไตรมาส 2

 

บทสรุป

           แนวโน้มทองคำในไตรมาส 4 ปี 2569 จะเป็นการแข่งขันระหว่างแรงกดดันจากดอกเบี้ยขาขึ้นกับแรงสนับสนุนเชิงโครงสร้างจากภูมิรัฐศาสตร์ ปัญหาหนี้สาธารณะ แรงซื้อของธนาคารกลาง และความต้องการจากเอเชีย

           ในระยะสั้น นโยบายของ Fed, Real Yield, เงินดอลลาร์ และกระแสเงินทุน ETF จะเป็นตัวกำหนดทิศทางราคา ส่วนในระยะยาว ความกังวลต่อฐานะการคลังของประเทศมหาอำนาจและการกระจายทุนสำรองของธนาคารกลางจะยังช่วยรักษาบทบาทของทองคำในฐานะสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยง

           หากราคาทองคำยังสามารถยืนเหนือระดับ 4,080 ดอลลาร์ได้ แม้ Fed กลับมาอยู่ในวงจรขึ้นดอกเบี้ย จะสะท้อนว่าแรงซื้อเชิงโครงสร้างยังแข็งแกร่ง แต่หาก Real Yield และดอลลาร์ปรับขึ้นพร้อมกับเงินทุนไหลออกจาก ETF ความเสี่ยงของการปรับฐานกลับสู่บริเวณ 3,800–4,080 ดอลลาร์จะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

           ดังนั้น กลยุทธ์สำหรับไตรมาส 4 ไม่ควรพิจารณาเพียงข่าวการขึ้นหรือลดดอกเบี้ย แต่ควรติดตาม Real Yield ทิศทางเงินดอลลาร์ กระแสเงินทุน ETF ราคาน้ำมัน และค่าเงินบาทร่วมกัน เพื่อประเมินว่าแรงกดดันระยะสั้นหรือแรงสนับสนุนระยะยาวกำลังมีอิทธิพลต่อราคาทองคำมากกว่ากัน
 

สถาบัน

คาดการณ์สิ้นปี 2026(ดอลลาร์/ออนซ์)

Goldman Sachs

4,900

J.P. Morgan

6,000

UniCredit

4,300-5,000

HSBC

3,800-4,700

Standard Chartered

4,650

Bank of America Gold

4,360

Morgan Stanley

5,200

 

 

แหล่งข้อมูล
https://www.jpmorgan.com/insights/global-research/commodities/gold-prices
https://www.goldmansachs.com/insights/articles/gold-is-forecast-to-climb-as-central-banks-buy-the-precious-metal
https://news.metal.com/newscontent/104125000-gold-price-forecast-prediction-unicredit-sees-4300-5000-by-end-2026
https://goldsilver.com/industry-news/article/will-gold-fall-further-institutional-target-revisions/
https://www.canadianminingreport.com/blog/standard-chartered-predicts-gold-at-5-100-by-mid-2027-investment-opportunity
https://www.reuters.com/business/finance/jp-morgan-expects-gold-prices-reach-6300oz-by-end-2026-2026-07-08/
https://www.morganstanley.com/insights/articles/gold-prices-safe-haven-status-reality-check-iran-conflict

เปิดบัญชี TFEX
รับสิทธิพิเศษทันที !!
Array
(
)
		
Array
(
    [sesCAFXXSLAT] => 1790235183
    [CAFXSI18NX] => th
    [_csrf] => 52c520d3fbfbf9d72a0f63c341370bb9
    [CAFXSFEREF] => https://www.caf.co.th/article/gold-m-24-8.html
)
		
Array
(
    [content] => gold-m-24-8
)
		
Array
(
)